[OS] Season of hope (TezuAto)

Prince of Tennis Fanfiction

Tezuka x Atobe | PG

©JAMPULSE


.

.

ครึก
.
.

.

.
.
.
ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรีเมื่อเข็มสั้นและเข็มยาวของนาฬิกาชี้ไปที่เลขสิบสอง มีแสงไฟสะท้อนไปมามากมายจากเสาไฟฟ้าและตู้ขายน้ำอัตโนมัติข้างกาย เขายืนพิงผนังด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง มือหนึ่งล้วงไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวยาว อีกข้างหนึ่งถือกระป๋องกาแฟร้อนเอาไว้
.
.
.
.


.

เพราะพูดสิ่งที่คิดไม่ได้อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงทำให้เขาเสียใจกับการกระทำของตัวเอง บางทีก็อยากจะปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้งี่เง่า ทว่าความจริงนั้นให้ตายยังไงเขาก็เปลี่ยนมันไม่ได้ เป็นเหตุผลที่น่าชังของคนไม่เอาไหนจริงๆ
.

 

.
.
.
.
แม้จะรับผิดชอบต่องานแค่ไหน แต่เรื่องความรักแล้ว คนเก่งอย่างเขาก็ต้องขอยอมแพ้
.
.
.
.


.

ในฤดูหนาวยามค่ำคืนที่สายลมร่ายมนต์ให้ผู้คนกลับบ้านกันเร็วขึ้น เลียบทางเท้าที่เคยมีผู้คนขวักไขว่ได้เบาบางตาจนแทบไม่มีใคร แม้แต่รถราบนถนนก็ลดน้อยลงจนเงียบสงัดไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ ผิดกับเสียงของรถไฟที่ไกลออกไป อีกฟากหนึ่งของตึกสูงใหญ่เหล่านั้น
.
.
คุณเคยคิดว่าคุณเป็นเรื่องแย่ๆในชีวิตของใครสักคนบ้างหรือเปล่า?
.
.
ถ้าหากว่ามี คงไม่แปลกอะไรที่คุณจะเมินเฉยเขาไป ไม่จำเป็นที่จะยึดติดกับความคิดแง่มุมทัศนคติของคนอื่น แต่ถ้าหากว่าคุณสนใจความรู้สึกของเขามากกว่าที่เขาสนใจความรู้สึกของคุณล่ะ คนที่สำคัญกับคุณ ทั้งชีวิตและความรู้สึก
.
.
“ชิ”
.
.
เพราะมันยากจะยอมรับเลยทำให้เจ็บปวดอยู่ร่ำไป
เพราะการกระทำที่ไม่คิดหน้าคิดหลังในครานั้น ที่ทำให้เสียใจจนถึงวันนี้

.

.

“ทั้งที่อีกนิดเดียวแล้วแท้ๆ”

.

.

ร่างสูงสบถออกมาพลางบีบกระป๋องอะลูมีเนียมในมือแน่นจนบุบเข้ามา มีบ้างที่โมโหและฉุนเฉียว หากเทียบกับสิ่งที่อัดอั้นอยู่ภายในใจแล้วล่ะก็ คงมีทางเดียวที่จะระบายมันออกมาคือการบอก ‘คนๆนั้น’ ไปตรงๆ บอกว่าขอโทษสักครั้ง ให้เขายอมให้อภัยสักครั้ง
.
.
ใกล้เข้ามาแล้ว วันที่ถูกเขียนวงกลมเอาไว้บนปฏิทิน
.
.
ใกล้จะครบหนึ่งปีที่ไม่ได้ติดต่อกัน เวลาผ่านไปเร็วเมื่อเรานึกว่ามาถึงวันนี้ในชั่วพริบตาและเวลาจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าหากกำลังรอคอยบางอย่างอย่างใจจดใจจ่อ
.
.
‘ความใจดีของนายน่ะ มันน่าหมั่นไส้ชะมัด’
.
.
‘ถ้าหากว่านายพูดอีกครั้ง ฉันจะโกรธ’
.
.
‘ตาบ้า ทำหน้าอย่างกับลุงแก่ๆเสียพนันไพ่นกกระจอกเลยนะ’
.
.
‘แล้วทำไมฉันต้องยิ้มตามที่นายบอกด้วยล่ะ’
.

.

.
.
ถ้าอีกคนอยู่ตรงนี้ จะยังพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันแบบนั้นอยู่มั้ยนะ อยากบอกให้รู้ว่าเขาชอบวิธีที่อีกคนพูดมากแค่ไหน ชอบเวลาที่อีกคนดื้อรั้นและไม่ยอมอ่อนข้อให้เขาเลยสักครั้ง เป็นเสน่ห์ที่ทำให้เขาตกหลุมรักอยู่ซ้ำๆ จนบางครั้งความคาดหวังที่จะให้อีกคนเป็นแบบนั้นอยู่เสมอก็ทำลายความสัมพันธ์เราไปอย่างช้าๆ
.
.
มันเป็นสิ่งที่ทำไปแล้วไม่รู้ตัวจนผลที่ตามมาทำให้เขาตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ตัวเองพลาดไป จะแก้ไขอะไรเอาป่านนี้ก็คงไม่ได้ แค่นี้ก็ไม่มีสิทธิ์จะเจอกันด้วยซ้ำ

.

.
.
.
ก่อนหิมะจะตกลงมาเพราะอากาศเย็นลงมากกว่าเมื่อตอนค่ำอยู่มากและมีสายลมพัดไปมาให้หนาวอกสั่น เขาโยนกระป๋องทิ้งลงถังขยะใกล้ๆในขณะที่สองเท้าเริ่มออกเดินอีกครั้งบนทางเท้าที่ชื้นแฉะอยู่เล็กน้อยจากหิมะที่โปรยลงมาเล็กน้อยประมาณสองชั่วโมงที่แล้ว
.
.
.
.
“หนาวชะมัด”
.
.
ดึงผ้าพันคอขึ้นปิดจมูกและเงยหน้าขึ้นจากพื้นซีเมนต์ แสงไฟตามร้านและป้ายร้านต่างๆก็เปิดทิ้งเอาไว้ทั้งคืนอยู่อย่างนี้ ถัดออกไปจากจุดที่เขาอยู่มีร้านสะดวกซื้อยี่สิบสี่ชั่วโมงส่องแสงสว่างออกมาเด่นตา

.

.
.
.
ที่จุดรวมสายตาไกลออกไปเล็กน้อนนั่นคืออพาร์ทเม้นท์ที่เขาอาศัยอยู่ ด้วยความสะดวกสบายในระแวกย่านร้านอาหารดังและใกล้สถานีรถไฟฟ้า ความสะดวกครบครันที่เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับพนักงานออฟฟิศอย่างเขากว่าใคร
.
.
ด้วยตัวอาคารที่สูงกว่าสิบสองชั้นและห้องที่มีขนาดกว้างตกแต่งเรียบร้อยสวยงามสมราคาแบบนี้ ทำให้ ‘เทะสึกะ คุนิมิตสึ’ ไม่รีรอที่จะจองห้องพักและย้ายเข้ามาอยู่ นับตั้งแต่วันนั้นก็ครบหนึ่งปี แถมเลยมาได้เดือนสองเดือนแล้ว
.
.
.
.
หนึ่งปีที่ว่านั่น
.
.
“จะหานายเจอได้ จากที่ไหนกันนะ”
.
.
เขาพึมพำเสียงเบาและเงยขึ้นไปบนตึกอพาร์ทเม้นท์ที่เขาพักอาศัยอยู่ ห้องริมขวาสุดของทางเดินบนชั้นสูงสุดนั้นเคยมีเรื่องราวเกิดขึ้น จึงทำให้เขาไม่อยากจากที่นี่ไปไหน มองเลยผ่านไปยังบนท้องฟ้าที่มืดมิด
.

.

.
.
 
“อาโตเบะ”
.

.

.
.

ความอ่อนล้าปะปนมาในความนิ่งเฉย สายตาที่มองทอดออกไปบนท้องฟ้าไกลแสนไกล เขาเบื่อหน่ายเต็มทีกับตัวเองและรอบตัวที่ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่คาดหวัง ความเย่อหยิ่งทะนง ความดื้อรั้นและความมั่นใจจนเกินไป ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ใคร ๆ ก็อยากไปจากเขา

 

 

ยิ่งความรักในใจถูกถักทอขึ้นมามากขึ้นเท่าไหร่ ระยะห่างของความรู้สึกกลับไกลออกไปมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งต้องการมากเท่าไหร่ กลายเป็นว่าเขาถูกผลักออกมาด้วยแรงที่เท่ากัน

 

 

สายลมที่พัดผ่านมาทักทายและผ่านไปอย่างเงียบงัน บนหาดทรายที่ทอดยาวไปไกล เสียงเกลียวคลื่นซัดขึ้นมาบนฝั่งเป็นระลอก รอบกองไฟที่ให้แสงและความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไม่อาจช่วยให้หัวใจดวงเล็กอบอุ่นขึ้นมาได้เลย อากาศหนาวเย็นลงเรื่อย ๆ เมื่อยามราตรีได้ก้าวเข้ามา มือเย็นเฉียบกระชับเสื้อกันหนาวเอาไว้แนบกาย ก่อนจะค่อยๆยื่นเข้าไปผิงไฟ

 

 

ดวงดาวบนท้องฟ้าทอแสงประกายนับร้อยนับล้านดวง ไกลเกินสายตาจะมองเห็น ด้วยระยะทางที่คิดแม้เพียงจะเอื้อมคว้าสักเล็กน้อยก็เป็นไปไม่ได้ ได้แต่ปล่อยลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมา เวทนากับโชคชะตาของชีวิตที่กำลังเล่นตลกกับเขา

 

 

ยังคงติดอยู่ในความมืดมิดราวกับภาพที่เห็นเมื่อยามหลับตาลง ภาพที่มืดสนิทนั่นมันว่างเปล่าเหมือนอย่างที่หัวใจดวงนี้คอยปรารถนา ไม่ใช่ค่ำคืนที่สุขสรรค์ ไม่ใช่แม้แต่แคมป์ไฟที่สนุกสนาน เป็นเพียงแค่กองไฟเล็ก ๆ ข้างโขดหินขนาดใหญ่ กับชายหนุ่มคนหนึ่งผู้หนีความจริง

 

 

ความจริงที่ไม่ใช่ทั้งอารัมภบทของนิยาย ทั้งบทสนทนาของตัวละครในหนัง

 

 

เมื่อใดที่แสงสว่างจากดวงตะวันโผล่พ้นขึ้นมา ขจัดความมืดและความหนาวเหน็บไป จุดเริ่มต้นของวันใหม่จะเวียนวนกลับมา ให้เริ่มใหม่และมอบโอกาส โอบกอดความรักที่ขมขื่นภายใต้จันทร์เสี้ยวเคียงข้างความเดียวดาย

 

 

ทุกสิ่งจะดีกว่านี้ถ้าหากว่าได้เอ่ยความจริงออกไป

 

 

คำว่ารักที่มันมากมายเต็มอกจนแทบทะลักออกมา

 

 

 

 

สายลมหวีดร้องอื้ออึงอยู่รอบกาย พร่ำเรียกด้วยความเวทนาอยู่ลึกภายในแข่งกับหัวใจที่เจ็บปวด เมื่อก้าวไปหนึ่งก้าว กลับกลายเป็นถอยกลับมาสองก้าว ค่อย ๆ ถอยห่างไปจากสิ่งที่เป็น ถอยห่างจากความปรารถนาที่พยายามแล้วพยายามเล่าเพื่อให้มันยังคงอยู่

 

 

เสียงกิ่งไม้แตกหลังจากถูกเผาไหม้มาระยะเวลาหนึ่งจนเปลี่ยนสีจนมืดดำก่อนจะกลายเป็นเถ้าถ่าน แสงไฟหรี่ลงเล็กน้อยขณะที่มือเรียวจะเอื้อมหยิบฟืนท่อนหนึ่งโยนเข้าไป สะเก็ดไฟลูกเล็กกระจายออกและค่อยๆเผาไหม้จนหมด ก่อนจะมอดดับไปกลางอากาศ

 

 

 

รักที่เห็นแก่ตัวเกินกว่าจะบังคับให้ตัวเองหยุด ยิ่งฝืนมากเท่าไหร่ รักที่เหมือนกับไฟร้อนที่คอยแผดเผาก็ยังคงปะทุอยู่ภายใน เป็นฝ่ายเดียวที่อึดอัด เป็นฝ่ายเดียวที่ต้องทรมาน

 

 

 

 

ทำไมเราถึงคาดหวังว่า

ความรักจะกำหนดเรื่องราวและทำให้เรากลายเป็นหนึ่งเดียว

?

 

 

 

 

อากาศที่บางเบาสัมผัสได้เพียงผิวเผิน ยามที่ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีชาด นับเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนแน่นขนัดในบริเวณชานชาลา บรรยากาศถูกปกคลุมไปด้วยความเร่งรีบ ชินกับเสียงฝีเท้ากระทบกันนับร้อย ก่อนที่ฝูงชนเหล่านั้นจะหยุดอยู่หลังเส้นตามระเบียบราวกับถูกตั้งระบบเอาไว้ เสียงกระทบรางดังขึ้นมาแต่ไกลและสัญญาณเสียงก็ดังขึ้น

 

 

 

เมื่อบานประตูเปิดออก ความแออัดถาโถมชายหนุ่มผู้เดินทางมาจากสถานีก่อนหน้า แนบชิดไปกับอีกฝั่ง ไหล่กระแทกไหล่ เบียดเสียดจนได้แต่ยืนนิ่งๆมองออกไปนอกบานหน้าต่างเล็ก ๆ เอ่ยร่ำลาฤดูหนาวที่ซึ่งหิมะที่เคยโปรยปรายลงมาทับถม ค่อย ๆ ละลายลงไป

 

 

 

ให้ดอกไม้ได้ผลิบาน…

 

 

 

ใบไม้สีเขียวเริ่มผลิออก กลิ่นของความสดใสคละคลุ้งไปในอากาศ สัญญาณของการผลัดเปลี่ยนของฤดูกาลและอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ในชีวิตของใครอีกหลายคน กระจกบานเล็กของประตูยังคงเย็นเฉียบและมีไอบาง ๆ เกาะอยู่พอจะทำให้ภาพเบื้องหลังหน้าต่างขนาดเล็กนั้นพร่ามัว แสงศิวิไลซ์ตามตึกรามบ้านช่องต่างก็ค่อย ๆ สว่างขึ้นไล่เรียงกันตามลำดับ แผ่ขยายออกไปราวกับคลื่นบนผิวน้ำ

 

 

ระหว่างทางที่แสงสีส้มสาดกระทบใบหน้า ก้มลงหลบแสงที่เล็ดลอดเข้ามาในสายตา ก่อนที่จะดันแว่นหนากลับสู่ที่เดิม นัยน์ตาสีน้ำตาลส่องประกายสว่างราวกับผลึกอำพันทอดมองไกลออกไปอย่างเหม่อลอย มีหลายสิ่งหลายอย่างให้เขานึกถึงมากมาย

 

 

เพียงแค่ ‘นึกถึง’

 

 

ราวกับสัมผัสสิ่งนั้นอย่างแผ่วเบาและเลื่อนมือออก ปล่อยให้ความทรงจำซึมซาบความรู้สึกชั่วขณะเอาไว้ ภายในภวังค์ที่วนเวียนอยู่กับเรื่องเก่า ๆ ค่อย ๆ เก่าลงไปเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป

 

 

เดินผ่านถนนที่เงียบสงบในเขตชุมชน หลังจากลงจากรถไฟที่สถานีไม่ไกล เขาได้แต่เดินตามทางเท้าไปยังที่พัก ผ่านร้านสะดวกซื้อ ผ่านผู้คนวัยทำงาน รวมไปถึงเด็ก ๆ ตั้งแต่ประถมที่ออกมาวิ่งเล่นในสวนสาธารณะใกล้ ๆ หรือวัยรุ่นที่กำลังสนุกสนานหลังจากเลิกเรียนแล้ว

 

 

ได้ก้าวข้ามช่วงเวลาเหล่านั้นผ่านรูปภาพในความทรงจำที่ค่อยๆ แต่งแต้มด้วยสีสัน

 

เงาสะท้อนในบานกระจกใหญ่ของร้านอาหารเป็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูท ตัวตนของเขาที่ดูเหมือนกับเมื่อวาน วันก่อนหน้า และวันก่อน ๆ หน้านั้น แสงสีส้มฉาบทุกสิ่งรอบข้างให้สว่างจ้าไปจนหมด ขับให้เงาดำชัดเจนมากยิ่งขึ้น เว้นเสียแต่จังหวะที่สายตาพลันมองเข้าไปในเงาสะท้อนของตัวเอง

 

 

 

ความคุ้นเคยก็ถามไถ่อย่างแผ่วเบา

 

 

 

 

 

เมื่อมันจบลงในท้ายที่สุด

กลับทิ้งให้เรารวดร้าวมากกว่าที่เคยเป็น

 

 

 

สายฝนสาดเทลงมา ผู้คนที่เดินพลุกพล่านต่างรีบวิ่งหลบฝน บางคนที่มีร่มก็เอาออกมากาง เดินเลียบทางเท้าไปยังที่หมายปลายทางต่อไป เบื้องล่างตึกสูงใหญ่เต็มไปด้วยการจราจรที่ติดขัดเป็นเวลานานในถนนคับแคบใจกลางเมือง ท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆทึบก้อนใหญ่แผ่ไปทั่วท้องฟ้าจนสุดสายตา

 

 

ช่วงพายุพัดผ่านที่ไม่สามารถหลบหนีได้

 

 

ปฏิทินถูกเปลี่ยนเป็นเดือนกันยายนแทนที่เดือนสิงหาคม กากบาทสีแดงขีดทับลงบนตัวเลข ไม่มีกำหนดการเขียนเอาไว้ ไม่มีวันพิเศษอะไรใด ๆ

 

 

ในห้องนอนที่มีเสียงของสายฝนสาดกระทบบานกระจก หยดน้ำรวมตัวและไหลลงไปที่ขอบหน้าต่าง เบื้องหลังคือความวุ่นวายที่พบได้ทั่วไปในเมืองใหญ่ ใต้แว่นหนา แววตาเรียบนิ่งมองทอดออกไป แม้ตึกรามบ้านช่อง ห้างร้านหรือว่าบริษัทสูงใหญ่ทัดเทียมฟ้าจนบดบังทัศนียภาพก็ตาม

 

 

เขาก็ยังมองออกไป ในมุมที่คาดว่าพระอาทิตย์จะส่องสว่างอยู่ด้านหลังของกลุ่มเมฆเหล่านั้น

 

 

หนังสือเล่มหนาประมาณหนึ่งมีกระดาษแผ่นเล็กคั่นเอาไว้ วางคู่กับแก้วเซรามิกสีขาวเรียบ ๆ ไอร้อนลอยขึ้นมาเหนือแก้วและกลิ่นหอมหวนนั้นก็ร่ายรำอยู่ในอากาศ

 

 

เสียงโครมครามของฟ้าร้องเองก็ไม่ต่างจากเสียงท้องร้องของเขาในตอนนี้ เทะสึกะลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่เลื่อนมาใกล้หน้าต่างเพื่อนั่งอ่านหนังสือวรรณกรรม เป็นงานอดิเรกที่มักจะทำเสมอเมื่อมีเวลาว่าง

 

 

จู่ ๆ ก็นึกอยากลางานขึ้นมา วันก่อนเขาทนกับตัวเองที่มักจะเหม่อลอยเวลาทำงานไม่ไหว ผิดจากปกติที่มักจะตั้งใจทำและมีสมาธิกับมัน เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองหยุดคิดเรื่องอะไรในตอนนั้น ราวกับเป็นชั่วพริบตา ทว่ากลับใช้เวลานานจนถูกทักถาม

 

 

หลังจากทำเรื่องลาพักร้อนตามโควตาที่ควรใช้ เวลาว่างทั้งหมดที่ควรจะไปพักผ่อนอย่างการท่องเที่ยวหรือเปลี่ยนบรรยากาศใหม่ๆ กลับไม่ใช่ทางเลือกของเทะสึกะ เขาเดินออกจากห้องนอนที่เปิดประตูทิ้งเอาไว้เพื่อไปหาอะไรทานในห้องครัว อะไรบางอย่างที่พอจะทำให้อยู่ท้อง

 

 

 

‘ทำหน้าแบบนั้น ใครเขาจะไปเชื่อกันว่าทำอาหารเป็น’

 

 

 

บางประโยคดังขึ้นในโสตประสาท เสียงดังกรอกแกรกจากการหยิบนั่นหยิบนี่ในห้องครัวของเขาทำให้ร่างกายหยุดชะงักกลางคัน ประโยคที่คุ้นเคยและรูปแบบการพูดที่พอจะระบุได้ว่าเป็นใครที่เคยกล่าวเอาไว้ เล่นซ้ำและรบกวนอยู่ในความคิด

 

 

จนกระทั่งไอร้อนจากหม้อน้ำที่ต้มเอาไว้เริ่มลอยเหนือน้ำที่เดือดปุด เขารีบเขยิบไปลดไฟลงและเฝ้ามองน้ำที่กำลังเดือดเหล่านั้น ฟองของมันค่อยๆลดลงจนเหลือเพียงฟองเล็ก ๆ ที่ก้นหม้อ

 

 

 

 

แม้อยากปล่อยมือแค่ไหน

สุดท้ายเราก็ได้แต่หวัง ว่ามันเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

 

 

 

ในฤดูร้อนของปี ๆ หนึ่ง ย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมาแล้วนานมากพอที่จะกลายเป็นเพียงตะกอนเล็ก ๆ แคมป์ไฟสนุกสนานที่มีสะเก็ดไฟปลิวว่อนเมื่อโยนฟืนเข้าไป ร้องเพลงและเล่าเรื่องพูดคุยในวงเล็ก ๆ กับสมาชิกไม่กี่คนและเต็นท์เพียงไม่กี่เต็นท์

 

 

 

เมื่อแบ่งจำนวนคนแต่ละเต็นท์ ทุกคนจับกลุ่มกันสามคนและกลายเป็นว่าเหลือเศษที่ต้องนอนในเต็นท์สุดท้ายหนึ่งคู่ คนสองคนที่นั่งข้างกันแต่เว้นระยะเอาไว้พอดีหันกลับมามองหน้ากันด้วยความสงสัย คล้ายกับทุกอย่างถูกจัดฉากมาก่อนทำให้ทั้งสองไม่มีทางเลือก คนเรื่องมากอย่างอาโตเบะกลับไม่โวยวายอะไรเมื่อทราบว่าตัวเองต้องอยู่ร่วมเต็นท์กับศัตรูอันดับหนึ่ง

 

 

 

‘ฉันกับเทะสึกะน่ะเหรอ’

 

 

 

คนอื่น ๆ พยักหน้าเห็นรู้เห็นชอบกันไปเสียอย่างนั้น ทว่าก็ไม่อาจปฏิเสธหรือว่าคัดค้านอะไร ทุกคนหยุดบทสนทนาที่อาจจะมีการแสดงออกถึงความไม่พอใจของคนสองคน ต่างคนต่างค่อย ๆ เคลื่อนย้ายสิ่งของส่วนตัวไปเก็บเอาไว้และแยกย้ายกันพักผ่อน

 

 

‘เต็นท์กว้างดีชะมัด’

 

 

ตุบ!

 

 

อีกคนโยนเสื้อกันหนาวที่ม้วนเอาไว้เป็นหมอนและนอนลงไปโดยที่ยังไม่ทันจะได้ปูผ้ารองอะไรใด ๆ เหลือบมองมองเทะสึกะที่กำลังจดจ่ออยู่กับการติดตะเกียงไฟจากแบตเตอรี่เอาไว้บนเพดานเต็นท์

 

 

‘ถ้าว่างก็ช่วยฉันหน่อยสิ’

 

 

‘นายก็ทำเองได้ไม่ใช่เหรอ’

 

 

หนุ่มสวมแว่นถอนหายใจ เขาคิดผิดเองแหละที่ถามอีกคนออกไปแบบนั้น พอติดเสร็จเรียบร้อยก็ลองเปิดไฟดู เงาสีดำชัดเจนขึ้นเมื่อไฟสว่าง ในความมืดของพลบค่ำ พรางสายตาของเทะสึกะเอาไว้ ทำได้เพียงเดาและคลำหาทางเท่านั้น การกระทำของอีกฝ่ายก็รับรู้ได้จากเสียงและความรู้สึกจากการเคลื่อนไหวของอากาศรอบตัว

 

 

‘เทะสึกะ’

 

 

พลันสายตาหันไปมอง เรือนร่างภายใต้เสื้อสีขาวนั้นดึงดูดสายตาของเขามากกว่าแววตาที่หรี่มองมา

 

 

‘อะไร’

 

 

‘…’

 

 

คนที่นอนอยู่ใช้ความเงียบแทนคำตอบ ก่อนจะเลื่อนมือมาปิดใบหน้าเอาไว้ เลี่ยงที่จะตอบไปเพราะในใจเต็มไปด้วยความลังเล อีกคนหัวเราะขึ้นมาในลำคอ มองด้วยหางตา แม้ในแววตานั้นจะไม่ได้เย้ยหยันอะไร แต่เขาก็ไม่พอใจกับท่าทางขำขันนั่น

 

 

‘หึ ว่าแล้วเชียว’

 

 

 

‘พูดแบบนั้น หมายความว่าอะไรกันหา’

 

 

 

‘เปล่าสักหน่อย’

 

 

 

 

 

แม้ท้ายที่สุดจะกลายเป็นความเงียบงันเข้าคั่นกลางอีกครั้งก็ตาม เทะสึกะตัดสินใจปิดไฟ ความมืดปรากฏขึ้นในพริบตา บดบังการมองเห็นไปหมด

 

 

 

‘ปิดไฟทำไม’

 

 

‘อื้อ…’

 

 

ริมฝีปากแนบชิดลงมาอย่างแผ่วเบาและนุ่มนวล ความอุ่นร้อนและกลิ่นจาง ๆ ของมิ้นท์ ความตกใจวิ่งพล่านรวดเร็วราวกับมีกระแสไฟช็อตเบาๆเกิดขึ้น วิ่งไปทั่วตัว ใบหน้าแดงก่ำในความมืด แต่อีกคนก็คงเดาได้ถึงสีหน้าแบบนี้จึงได้แต่หัวเราะ

 

 

 

หัวใจเต้นแรงเกินกว่าจะควบคุม ดังโครมครามจนเทะสึกะอาจได้ยิน แต่สำหรับคนที่เริ่มก่อนแล้ว หัวใจของเขาก็เต้นระรัวไม่ต่างกัน

 

 

 

‘อะไรของนายน่ะ!!’

 

 

 

เทะสึกะไม่พูดอะไร แต่ก็ยิ้มจางๆและยกนิ้วชี้ขึ้นมาสัมผัสที่ริมฝีปาก

 

 

‘อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยิน’

 

 

พอมั่นใจว่าคนตัวเล็กกว่าสงบลงแล้ว เขาก็ดึงผ้าห่มผืนบางที่พอจะกันลมได้เล็กน้อยมาคลุมร่างของอีกคนเอาไว้

 

 

‘อะไรของนายน่ะ’

 

 

 

‘ความจริงแล้ว ฉันรำคาญประโยคนี้นะ แต่จะไม่ว่าอะไรก็แล้วกัน’

 

 

‘บ้าชะมัด’

 

 

 

‘ฝันดีนะ อาโตเบะ’

 

 

 

‘อะ… อือ’

 

 

 

ไม่รู้ว่าเป็นคำพูดแสดงความรู้สึกอะไร จะลองคิดว่าอีกฝ่ายไม่ตั้งใจพูดก็ไม่ช่วยให้หัวใจดวงนี้หยุดสั่นระรัวได้เลย ผนวกรวมกับริมฝีปากที่สัมผัสก็ไม่อาจหยุดตัวเองให้คิดไปมากกว่านี้ได้ ราวกับดอกไม้กำลังจะผลิบานในความมืดนี้ ดอกไม้ที่จะไม่มีวันโรยรา

 

 

 

 

 

 

 

ช่วงสิ้นปี วันหยุดยาวที่มักจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย ขยับเขยื้อนการไหลเวียนของเม็ดเงินมหาศาลและการท่องเที่ยว หลายคนวางแผนเอาไว้ว่าจะไปฉลองการเข้าสู่ศักราชใหม่ที่ไหน หลายคนก็ตัดสินใจเฝ้ามองพลุจากระเบียงห้องพักที่อพาร์ทเม้นท์ หลายคนจัดปาร์ตี้สังสรรค์เล็กๆ

 

 

 

ในหนึ่งปีที่ผ่านมา ทำอะไรไปบ้างเราก็จำได้ไม่ทั้งหมดหรอก เหมือนกับเรื่องดี ๆ และเรื่องแย่ ๆ ที่ประเดประดังเข้ามาหาเรา เรายิ้มได้กว้างที่สุดวันไหน หรือว่าเราร้องไห้เสียใจมากที่สุดวันไหน เราทำดีกับใครไปบ้าง เราทำอะไรแย่ ๆ ใส่ใครไปบ้าง ทั้งอยากอภัยให้เขา และอยากให้เขาอภัยให้เรา

 

 

ปีนี้ใครเดินออกไปจากชีวิตของคุณบ้าง ใครเดินเข้ามาในชีวิตคุณบ้าง คุณตัดสินใจทำอะไรกับมันได้หรือเปล่า คุณปล่อยเขาไป คุณรั้งเขาไว้ คนไหนที่ยังคงอยู่กับคุณ

 

 

ทั้งอยู่ข้างกาย อยู่ในความทรงจำ หรืออยู่ในหัวใจของคุณ

 

 

 

เวลาที่ได้ยินเสียงขับกล่อม ดนตรีและท่วงทำนองที่แสนคุ้นเคย บางครั้งก็รู้สึกห่างไกล บางครั้งก็รู้สึกคิดถึง เวียนกลับมาครบหนึ่งปีแล้ว ช่วงเวลาที่เรามักจะเห็นผู้คนเตรียมพร้อมก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ เริ่มต้นด้วยการทำอะไรใหม่ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5

 

 

 

 

4

 

 

 

3

 

 

 

 

 

2

 

 

 

 

 

1

 

 

 

 

 

‘HAPPY NEW YEAR’

 

 

 

 

 

 

ไม่จำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าก็สามารถมองเห็นแสงที่ส่องสว่างได้

 

 

ประกายแสงจากพลุระเบิดออกเป็นดอกไม้หลายลักษณะ ฉาบแสงหลากสีไปบนพื้นผิวเบื้องล่าง สะท้อนกับผิวน้ำ สะท้อนกับเงาของกระจก ท่ามกลางอากาศที่เย็นเฉียบของฤดูหนาว ท่ามกลางเสียงหัวเราะสดใส ท่ามกลางความสุขที่แผ่กระจายไปโดยรอบ ในทุก ๆ ที่

 

 

แต่กลับมีหมอกแห่งความรู้สึกที่ปกคลุมระหว่างคนสองคน ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดหรือคำบรรยายใด ๆ ในความมืดที่เงาของตึกใหญ่บดบังแสงจากดวงจันทร์ หลบเร้นพยานแห่งราตรี ไม่อาจซ่อนเอาไว้ซึ่งความรู้สึกที่ไม่สามารถเข้าใจ

 

 

ระยะห่างที่ยังคงรักษาเอาไว้ เหมือนกับสายตาสองคู่ที่ยังคงสบมองกันและกันอย่างเนิ่นนาน ห้อมล้อมด้วยความหนาวเหน็บและหิมะเกล็ดเล็ก ๆ ที่โปรยปราย

 

 

ไม่เคยคิดว่าควรมาเจอกัน ไม่เคยคิดว่าจะมาอยู่ต่อหน้า ไม่เคยคิดที่พูดความรู้สึกออกไป

 

 

ถ้าหากว่า …ไม่ใช่วันนี้

 

 

 

ฟันขบกันแน่นเหมือนกับกำมือที่ไม่อาจผ่อนคลายลงได้ ในแววตาที่จ้องมองเข้ามา สั่นไหวและร่ำร้องหาบางสิ่งลึกลงไป ใบหน้าคุ้นเคยที่มักจะมีรอยยิ้มเสมอกลับเจือปนด้วยความเจ็บปวด น้ำตาที่ไหลรินลงมาบนแก้มใสค่อย ๆ หล่นลงตามแรงโน้มถ่วง แม้พยายามกลั้นเสียงสะอื้นลงไปสักเพียงใด แต่ก็ไม่อาจหยุดความรู้สึกที่พรั่งพรูนี่ได้อีกต่อไป

 

 

 

 

“อะไรกัน ร้องไห้ทำไม”

 

 

 

 

 

ใต้แว่นหนาที่สะท้อนกับแสงจากดอกไม้ไฟ แม้จะเฉยชาเพียงใดก็ไม่อาจหยุดน้ำตาที่ไหลรินลงมาอาบแก้มโดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ในความเป็นไปได้ที่น้อยนิดนั้น มันเกิดขึ้นแล้วในตอนนี้

 

 

 

 

 

“ฉันต่างหากที่ต้องพูดคำนั้นน่ะ”

 

 

 

 

 

ทำไมกันนะ

 

 

 

 

ความห่างไกลที่สัมผัสได้มาโดยตลอดกลับกลายเป็นความชิดใกล้ที่ไม่เคยรู้ตัว ต่างคนต่างไม่รู้ว่าหัวใจร่ำร้องเรียกอีกฝ่ายแค่ไหน ผูกด้วยความสัมพันธ์ที่ทำลายลงไม่ได้ เคยคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้รัก ไม่ได้ไยดี ในบางคำพูดที่ตัดพ้อ แววตาที่ผิดหวังและเจ็บปวด รู้ดีว่าทิ่มแทงใจเท่าไหร่

 

 

 

ไม่อาจสารภาพกับดวงจันทร์ถึงความทรมานที่เคยมี

 

 

 

ได้แต่ร่ำร้องอยู่ภายในใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

“ฉันรักนาย”

 

 

 

 

 

 

คำพูดที่ประสานกันจากสองเสียง แววตามองเข้ามาลึกภายใน ก้าวเท้าเข้ามาใกล้

 

 

 

เสียงหัวใจเต้นระรัว…

 

 

 

 

 

 

“ฉันเกลียดนายมากกว่า”

 

 

 

 

“อย่าพูดคำนั้นได้มั้ย มันเจ็บนะ”

 

 

 

คนตัวเล็กกว่ากลั้วหัวเราะ น้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มอยู่ถูกเช็ดออกไปอย่างบางเบาด้วยสัมผัสอบอุ่นจากคนที่เขาต้องการมากที่สุด ต้องการมากเสียจนแทบจะบ้าตาย เขายืนยันได้ว่าตอนนี้น้ำตาเหล่านี้คือสิ่งที่กลั่นออกมาจากความเสียใจที่กลายเป็นความสุข ในพลันที่เสียงสอดประสานกัน

 

 

ดีใจที่เป็นคำนั้น ดีใจที่เป็นอีกฝ่าย ดีใจจนไม่อาจทำอะไรได้ นอกจาก…

 

 

 

 

 

“แต่ว่าฉันรัก… รักนายแทบบ้าเลยรู้มั้ย”

 

 

 

 

 

 

 

เราจะจำวันที่แย่ที่สุดได้มากกว่าวันที่ดี แต่วันที่ดีจะเรียกสิ่งดี ๆ ในอดีตกลับมาได้มากกว่า สิ่งใดที่ไม่น่าจดจำก็ไม่ควรเก็บมันเอาไว้ สิ่งใดเป็นบทเรียนก็นำมาใช้ในอนาคต อย่าได้ลืมไปว่าเวลาไม่เคยหยุดเพื่อรอใคร เวลาไม่สามารถย้อนกลับได้

 

 

 

เราก็ต่างออกเดินทางตามหาสิ่งที่ปรารถนากันทั้งนั้น ตราบใดที่ยังมีแสงส่องสว่างและขาสองข้างที่สามารถพาเราไปข้างหน้าได้ ความปรารถนาอันแรงกล้าจะนำพาโชคชะตาของเราไป ความต้องการที่อยากจะก้าวเดินเพื่อออกตามหา อยากได้รับโอกาส สิ่งเหล่านั้น…

 

 

 

ก็ล้วนเป็น…

 

 

 

 

 

 

ความหวัง

 

 

 

 

 

สิ่งเดียวที่เราจะไม่มีวันทำมันสูญสลาย

 

-END-
ปิดจ๊อบที่เหมือนจะดราม่าก่ำกึ่งกับภาษาประหลาดๆที่เหมือนกับร่ายมนต์มากกว่าบรรยาย555555 เป็นความรู้สึกของคนที่พยายามต่อต้านความรู้สึกของตัวเองกับความถูกต้องหรือราวๆสิ่งที่ควรทำอะไรแบบนี้ บางทีอ่านๆไปก็สับสนกับคำบรรยายเหมือนกัน อิอิ ช่างใจอยู่นานมากว่าควรจะจบยังไง สุดท้ายก็ได้มาแบบนี้แหละค่ะ
ปล. เราเอา vending machine มาผนวกรวมกับเรื่องนี้ไปเลยเพราะไทม์ไลน์ซ้อนกัน คิดว่าคงจะดีกว่าเพราะอารมณ์เอนเอียงไปทางเดียวกัน
เราเลือกบางอย่างได้ บางอย่างเราก็เลือกไม่ได้ บางอย่างเข้ามาและผ่านไป บางอย่างเข้ามาเพื่อกำหนดให้เราทำบางอย่างค่ะ ทุกอย่างฝากบทเรียนให้เราเสมอ ความรักเองอาจเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรคาดหวังกับมันมากนัก จะรักใครชอบใคร ก็ระวังหัวใจตัวเองด้วยนะคะ ! xD
HAPPY NEW YEAR! ทุกๆคนที่เข้ามาอ่านค่ะ หวังว่าทุกคนจะชอบและมีความสุขกับปีใหม่ทุกคนนะคะ บางครั้งมันอาจจะมีเรื่องแย่ๆ ก็ขอให้ผ่านมันไปได้ ผ่านมันไปทุกๆครั้ง แล้วเราจะเข้มแข็งขึ้นค่ะ อย่าลืมรักษาสุขภาพกันนะคะ ขอบคุณที่กดเข้ามาอ่านและฝากติดตามเรื่องอื่นๆด้วยนะคะ ❤
Advertisements

[SF] Monochrome III END (TezuAto)

Prince of Tennis Fanfiction

Tezuka x Atobe | PG-13

©JAMPULSE


.

.

「 Black in blue 」

.

.

.

.

สายลมที่พัดผ่านย้อมหัวใจของฉันให้เหือดแห้ง

ซัดกระทบหน้าต่างจนสั่นสะเทือน

ดังสะท้อนก้องกลับไปในวันวาน

จนกว่าจะถึงวันที่เราจะได้พบกันอีกครั้ง .

 

 

 

เขายันตัวขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียงแล้วมองไปรอบๆ กลับมาที่มองมือทั้งสองข้างของตัวเอง เมื่อลองขยับซ้ำๆความเจ็บปวดก็แล่นตามกระแสประสาท เขากัดฟันแน่นและหยุดการกระทำบ้าๆที่อาจทำให้อาการแย่ลง ปวดขมับรุนแรงไม่ได้ต่างจากเมื่อวานเลย ยิ่งสายตาที่พร่าเลือนในห้องที่มีแสงเล็ดลอดผ่านม่านมาเล็กน้อยเท่านั้น ท้องฟ้าไม่ได้เปิดกว้างออกอย่างที่คิดเอาไว้

 

 

ความหนาวเย็นยังแผ่อยู่ทุกมุมห้อง เงียบสนิทไม่มีเสียงใดเลยนั่นหมายความว่าเจ้าของห้องปิดการทำงานของฮีตเตอร์ไปแล้ว สายขนาดนี้ก็ยังหนาวเกินไปอยู่ดี ใต้ผ้าห่มผืนหน้าที่แบ่งกับเทะสึกะเมื่อคืนให้ความอบอุ่นได้มากเพียงพอสำหรับไข้หวัดของเขา กลิ่นจางๆที่ไม่อยากผละออกช่วยทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ถ้าเกิดลุกจากเตียงตอนนี้เขาอาจจะต้องไปหาหมอแน่ๆ

 

 

เทะสึกะคงออกไปได้พักใหญ่ๆแล้ว เพราะบนผ้าปูที่นอนและหมอนข้างกายนั้นเย็นเฉียบ ทิ้งเขาเอาไว้พร้อมกับความว่างเปล่า

 

 

“เหมือนจะชินแล้วล่ะ”

 

 

 

สลัดความคิดออกไปและหลับตาลงอีกครั้ง ถ้าหากตื่นมาตอนบ่ายก็คงดี เขาจะได้กลับไปที่โรงแรมเพื่อจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ใจนึงก็อยากจะกลับญี่ปุ่น อีกใจนึงก็อยากจะบอกเทะสึกะให้รู้ แต่สำหรับคนเย็นชาแบบนั้น เขาเองก็ไม่รู้ว่ามีวิธีไหนจะสามารถเรียกร้องความสนใจได้บ้าง ถ้าหากว่ามันไม่มีวิธีแล้ว

 

 

 

…เขาก็คงต้องเลือกที่จะหายไปจากชีวิตของเทะสึกะเพียงหนทางเดียว

 

 

 

 

หลายปีที่ผ่านมา มักจะมีเพียงแค่เราสองคนเสมอ

มัดเราเอาไว้ด้วยกันราวกับเชือกผูกรองเท้า

ความคิดของฉันย้อนกลับไปในตอนนั้น

เมื่อสายลมพัดมาในยามพลบค่ำ .

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสงตะวันสุดท้ายของวันลอดผ่านช่องตึกสูงลงมายังร่างของชายหนุ่มเจ้าของผมสีอมเทา บนทางเท้าที่ทอดยาวไปไกลสุดสายตา จำไม่ได้ว่าเดินมาไกลจากที่พักของเทะสึกะแค่ไหน เขาก็ทำได้แค่เดินต่อไปท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บใต้เสื้อโค้ทตัวยาวสีดำ ความอ่อนล้าไม่ได้จางหายไปไหน เพียงแค่หลับตาลงเขาก็รู้สึกอยากจะทิ้งตัวลงตรงนี้

 

 

เมื่อความมืดมิดแห่งราตรีเข้ามาแทนที่ ตึกรามบ้านช่องเปิดไฟสว่างไปทั่วบริเวณ บรรยากาศที่ดูแปลกหูแปลกตาไม่คุ้นชินสร้างความหงุดหงิดในใจ

 

 

ดวงดาวเหล่านั้นไม่ได้ขยับไปไหน มีแต่โลกของเราต่างหากที่กำลังหมุนรอบดวงอาทิตย์ บางกลุ่มดาวหายไปในฤดูร้อน บางกลุ่มดาวปรากฏขึ้นในฤดูหนาว บนเส้นขอบฟ้าที่ห่างไกลนั้น เหมือนกับบางสิ่งเกิดขึ้นและบางอย่างถูกลืมไป

 

เมื่อคำบอกลานั้นแสนสั้นและเจ็บปวดถูกเอื้อนเอ่ย สายลมที่แปรผันก็พัดผ่านเปลี่ยนทิศทางของชีวิตเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บนเส้นทางที่แยกออกมากมาย อดีตที่ไม่ได้รับการแก้ไขนั้น ท้ายที่สุดก็จะวนกลับมาหาเราอีกครั้ง ไม่มีสิ่งใดที่จบไปอย่างง่ายดายอย่างที่คาดคิดเอาไว้เลย

 

 

แม้จะยึดติดมากแค่ไหนก็ต้องปล่อยวาง

 

 

ในบันทึกความจำนั้น ฉันวงกลมดอกไม้ที่เคยจดไว้

ตอนที่ฉันลืมซื้อมันหลังจากที่อาการไข้ลดลง

ฉันหวังว่าเราจะได้ไปเที่ยวด้วยกันปีหน้า

เมื่อกลับมานึกถึงมัน กี่ปีแล้วนะที่เวลาล่วงเลยไป .

 

 

 

สายตาเฝ้ามองไปด้านหน้าเพื่อให้คนคุ้นตาเดินผ่านเส้นทางนี้ เรียกเอาไว้และพูดคุยสิ่งที่อัดอั้นอยู่ภายใน ร่างสูงของเทะสึกะอยู่ไกลออกไปราวสิบเมตร สายตาสีน้ำตาลมองลอดผ่านเลนส์แว่นมาพบกับอาโตเบะที่ยืนพิงผนังเย็นๆของร้านกาแฟ จดจ้องมาที่เขาเพียงคนเดียวท่ากลางฝูงคนมากมาย

 

 

มือในกระเป๋าเสื้อโค้ทนั้นเอาแต่สั่นไม่หยุด หลุบตาก้มลงมองรองเท้าที่เตะเศษหิมะไปมาอยู่กับที่ พ่นลมหายใจร้อนออกมากลายเป็นไอ จมูกของเขาแดงไปหมดรวมไปถึงพวงแก้ม ไข้ลดลงไปบ้างแล้ว ทว่าเมื่อออกปะทะกับสภาพอากาศหนาวเหน็บแบบนี้ มันก็ยากเกินที่จะทนไหว ขยับผ้าพันคอเพื่อปิดจมูกและรอให้เทะสึกะเดินเข้ามาใกล้

 

 

“ไม่สบายอยู่ไม่ใช่เหรอ”

 

 

เหยียดยิ้มดีใจที่เทะสึกะถามภายใต้ผ้าพันคอไหมพรมสีขาวที่ซ่อนเอาไว้ไม่ให้อีกคนเห็น เยื่อใยบางๆที่เชื่อมกันอยู่ระหว่างสองคนในระยะห่างเพียงหนึ่งเมตรนั่นค่อยๆชัดเจนขึ้น อาโตเบะแม้ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง แต่สายตาที่เทะสึกะมองมาทำให้เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าอีกคนนั้นเป็นห่วงจริงๆไม่ได้ถามตามมารยาทเท่านั้น

 

 

“ไม่เป็นไรมากหรอก ขอบใจที่ถามนะ”

 

 

เสียงต่ำกว่าโทนเล็กน้อยและแหบแห้งตามประสาคนไม่สบายอู้อี้อยู่เบื้องหลังผ้าพันคอหนา ก่อนที่อาโตเบะก้มลงมองปลายเท้าอีกครั้งเพื่อหลบสายตาของเทะสึกะที่เอาแต่ขมวดคิ้วเต็มไปด้วยคำถาม สร้างความอึดอัดเสียจนคุณชายนึกหัวข้อสนทนาไม่ออก

 

 

“คุยที่อื่นได้หรือเปล่า”

 

 

ต่อให้ผู้คนที่เดินสวนไปมาไม่มีใครฟังภาษาญี่ปุ่นออกก็ตาม อาโตเบะก็ยังต้องการความเป็นส่วนตัวเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างการเผลอร้องไห้ออกมาหรือโมโหสติแตก สองเท้าเดินนำอีกคนมาที่สวนสาธารณะที่ไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก แสงไฟสีส้มจากเสาไฟฟ้าส่องลงมาสะท้อนกับเกล็ดหิมะบนพื้นหน้าเตอะ ต้นไม้ผลัดใบทิ้งหมดจนเหลือเพียงลำต้นสีน้ำตาล เงียบงันอย่างเหงาหงอย

 

 

“มีอะไรอยากจะพูดกับฉันงั้นเหรอ”

 

 

 

 

 

รอให้ถึงวันพรุ่งนี้เช้า โคมไฟเหล่านั้นแกว่งไปมาและแสงก็จางหาย

ในระหว่างที่เราเดินฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน มองขึ้นไปยังดวงดาว

ไม่มีสิ่งใดทำให้เราหวั่นไหว และเราจะไม่มีวันลืมเลือน

ว่าสักวันหนึ่งมันร่วงโรยและทับถมกันเหมือนกับหิมะ .

 

 

 

“คงเป็นเพราะฉันเอาแต่คิดเรื่องนายมาโดยตลอดจนบางทีมันก็รบกวนจิตใจฉัน เรื่องที่สัญญากับนายเอาไว้ว่าจะตามนายมาให้ได้ แต่สถานะของฉันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่เคยง่ายเลยที่จะปิดบังมันเอาไว้ ที่ผ่านมาฉันถึงได้เข้าใจสิ่งที่นายพยายามแบกรับในตอนนั้นแล้ว”

 

 

“…”

 

 

“ตัวฉันคงไม่มีโอกาสได้ชนะนายได้ในสภาพแบบนี้ ถึงจะรู้ตัวดีว่ากำลังบาดเจ็บก็ตาม ฉันก็อยากจะแข่งกับนายเป็นครั้งสุดท้ายนะเทะสึกะ ไม่ว่าจะผ่าตัดแล้วมันจะหายดีหรือไม่ หรือว่าฉันอาจจะจับไม้ไม่ได้อีกเลยก็ตามตลอดชีวิตนี้ อย่างน้อยฉันก็พอใจที่จะได้เล่นเทนนิสกับนาย”

 

 

“…” เทะสึกะพูดอะไรไม่ออก ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เขาไม่เคยคาดคิดถึงเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลยแม้แต่นิด อาโตเบะที่ดูแลตัวเองดีมากขนาดนี้กลับบาดเจ็บรุนแรง เหมือนเขาในตอนนั้นไม่มีผิดที่ฝืนตัวเองเพื่อแบกรับสิ่งที่อยู่บนบ่า รักษาคำพูดเพื่อทำตามหน้าอย่างถึงที่สุด

 

 

“ความจริงแล้ว การได้เล่นเทนนิสกับนายมันสนุกมากเลยล่ะ มันทำให้ฉันอยากจะพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ อยากจะเก่งมากขึ้นและเอาชนะ ฉันไม่เสียใจหรือว่าเสียดายอะไรเลย… ขอบใจนะเทะสึกะ”

 

 

 

ธุระสิ้นสุดลงด้วยความรู้สึกจากใจที่มีความหมายมากมายซ่อนอยู่ อาโตเบะยิ้มเศร้าๆ ก่อนจะก้มลงมองข้อมือของตัวเองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดเอ่อล้นออกมา ทั้งร่างกายและจิตใจที่อ่อนแอลงไปมากเมื่ออาการบาดเจ็บกำลังพรากสิ่งที่เขารักไป ไม่อาจทำตามคำสัญญาที่ให้เอาไว้ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวดจนน้ำตาเอ่อรินจากดวงตาคู่สวย

 

 

 

ยามค่ำคืนของเมืองแห่งนี้ เมื่อท้องฟ้ากลายเป็นสีขาวและแสงส่องประกาย

เส้นทางที่ทอดยาวนี้ก็ยังคงต้องฝ่าฟันต่อไป

เมื่อเธออธิษฐานกับดาวตกและมันไม่เคยกลายเป็นความจริง

แม้ว่าจะเป็นแบบนั้น มันก็ร่วงหล่นลงมาพร้อมกับหิมะ .

 

 

ระหว่างความสัมพันธ์ที่คลุมเครือราวกับม่านหมอกหนาทึบบดบัง เพียงสีขาวดำที่ย้อมสัมพันธ์สองหัวใจให้แข็งแรง เป็นดุจคำสัญญาเดียวที่หลงเหลือเมื่อน้ำตาหยาดลงกระทบพื้น เสียงหัวใจดังก้องในความเงียบงันของค่ำคืนที่ยาวนานของฤดูหนาว

 

 

“อย่าลืมฉันไปก่อนล่ะ”

 

 

เสียงฝีเท้าดังขึ้นที่ด้านหลังเหยียบย่ำลงบนหิมะ ก้าวต่อเนื่องอย่างเชื่องช้าแต่กลับหนักแน่นราวกับฉากในหนังฆาตกรรมก่อนจะชะงักไป มีอิทธิพลมากพอที่จะหยุดหัวใจที่เต้นระรัวนี้ในชั่วพริบตา นัยน์ตาร้อนผ่าวขึ้นมา น้ำตาใสๆก่อตัวขึ้นและไหลรินอาบแก้มที่ขึ้นสีระเรื่อเพราะพิษไข้ ก่อนจะถูกโอบกอดด้วยไออุ่นจากร่างกายของร่างสูงกว่า ลมหายใจแผ่วๆที่รินรดต้นคอ รวมไปจนถึงอ้อมกอดที่แน่นขึ้น

 

 

 

“ไม่เป็นอะไรนะ”

 

 

 

“ฉันไม่ได้เป็นอะไร…”

 

 

 

 

กาลเวลาที่เคลื่อนคล้อยผ่านไป เหมือนกับก้อนเมฆที่กำลังพัดไปตามสายลมนั่น เข็มนาฬิกาที่ขยับในทุกวินาที เราต้องก้าวต่อไปเพื่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด โดยเชื่อว่ามันจะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดียิ่งขึ้นไป

 

 

 

บุปผาเบ่งบานงดงามอย่างเคย

วาดมนต์เสน่ห์ด้วยความแข็งแกร่งของมัน

พลิ้วไหวและสั่นสะเทือน ร่วงโรยลงมาเป็นเมล็ด

ไม่เต็มใจจะโปรยปรายที่จะจากลาพรรคพวกเหล่านั้น .

 

 

 

สุดปลายอุโมงค์ที่มืดมิดย่อมมีแสงสว่างรออยู่ หลังพายุฝนโหมกระหน่ำ เมื่อฟ้าเปิดออกก็จะได้พบกับความสดใส ไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่ง ไม่มีสิ่งใดถูกลบล้าง ทุกสิ่งเกิดขึ้นและแทนที่อดีตที่หลงเหลือร่องรอย กาลเวลาที่ดำเนินต่อไปไม่อาจหวนคืนได้ เมื่อฤดูหนาวนี้สิ้นสุดลง โบยบินสู่ท้องฟ้ากว้างไกลสุดสายตา เก็บคำสัญญาระหว่างเราเอาไว้ คราใดที่โอกาสนั้นหวนกลับคืนมา

 

 

 

 

 

 

 

 

“นาย… ต้องไปให้ถึงนะ”

 

 

 

 

 

สุดเส้นทางที่ไกลออกไปในอนาคตข้างหน้าที่เขาไม่อาจเอื้อมถึง

 

 

 

 

 

 

 

///END–

จบแล้วววววว! ในที่สุดก็จบค่ะหลังจากตั้งใจจะรีไรท์ ส่วนตัวว่าไม่ได้แปลกแตกต่างไปจากตัวเดิมเท่าไหร่นัก เราแค่อยากจะจบให้มันดูเหมือนชีวิตคนเราต้องก้าวต่อไปค่ะ อยากจะทำให้ดูเรียลขึ้นมาหน่อย ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดและสูญเสียกี่ครั้งก็ตาม ตราบใดที่เราเหลือความหวังและความศรัทธา ไม่มีสิ่งใดที่เราสูญเสียจริงๆค่ะ เพราะความเชื่อในสิ่งนั้นคือเสายึดจิตใจเราเอาไว้ แม้อาโตเบะจะดูสิ้นหวัง (แต่อาจจะดูไม่มากเท่าไหร่5555555) ทว่าก็ฝากความหวังที่หลงเหลืออยู่ไปกับเทะสึกะแล้ว เท่านี้ก็เหมือนรู้สึกโล่งใจและในใจก็คงคิดว่าการฝากไปกับคนๆนี้แหละ เขาเชื่อว่ามันจะต้องสำเร็จแน่นอน สุดเส้นทางคือสูงสุดเท่าที่เทะสึกะทำได้ เป็นเราก็คิดว่าอาโตเบะเองก็คงจะคิดว่าถ้าหากเทะสึกะทำได้ อาโตเบะเองก็ต้องทำได้เหมือนกัน การฝากไปกับคนที่ระดับเดียวกันเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลพอสมควร อิอิ

 

ฝากติดตามด้วยนะคะ ❤ ช่วงนี้เหมือนหมดมุกแต่งฟิคไปสักหน่อย ดูวุ่นวายกับตัวเองพอสมควร แต่ก็ติดตามได้ที่ @JAMPULSE ใน twitter นะคะ หยาบคายสักนิดตามประสา แต่ถ้าหากชวนคุยเรื่องฟิคก็ย่อมได้เสมอเลยค่ะ xD

 

ปล. อิงเนื้อเพลงมาสามเพลงค่ะ ยำรวมกัน5555555 มีเพลง Wandering Star กับเพลง Itsuka no natsu matsuri ของ SOARA แล้วก็เพลง Flow Away ของ Growth ใน Alive Series ค่ะ ความชอบส่วนตัว แต่ความหมายดีมากๆ ยกมาบางท่อนมารวมๆกัน เข้ากันเสียอย่างนั้น 555555 อาจจะแปลดูเพี้ยนจากความหมายเพลงบางส่วนค่ะเพราะการแปลให้เป็นภาษาไทยและอ่านแล้วดูไม่ประหลาดก็ปรับเยอะเหมือนกัน 😀

พยายามจะวาดแฟนอาร์ต

รีวิวค่ะ วาดยังไม่เสร็จ ไม่รู้นึกคึกอะไรขึ้นมาถึงตั้งใจจะวาดอะไรแบบนี้ ในใจนี่กรีดร้องว่าวาดขนาดนี้ อีกนิดนึงไปวาดโดจินสั้นๆสักเรื่องดีมั้ย หืมมมมม

.
ละมาคอนเส็ปต์ที่ไม่รู้จะตั้งชื่อยังไงค่ะ อาโตเบะใส่แอบสวมแว่นพี่เทะ แล้วหลังจากนั้น ฟหกดเ่สวงฃรอำสยปทเมนไววแสสปส … ค่ะ อย่างที่เห็น555555555555

.
ปล. พี่เทะดู… ดู… ดูไม่ใช่พี่เทะเลยค่ะ ขอโทษสำหรับสกิลการวาด55555555555 พอดีลองเปลี่ยนเส้นวาดใหม่

.

รูปภาพ2

ปx

[SF] Monochrome II (TezuAto)

Prince of Tennis Fanfiction

Tezuka x Atobe | PG-13

©JAMPULSE


.

.

อึดอัด…

 

 

 

แค่ยืนมองสบตากันแค่นี้ก็เหมือนกับถูกบีบหัวใจแน่นจนเจ็บระบมไปหมด ในห้องแม้ว่าจะอุ่นกว่าข้างนอก แต่มือสองข้างของอาโตเบะก็เย็นเฉียบเพราะความหนาวเหน็บ ท่าทางของเทะสึกะไม่ได้ทุกข์ร้อนหรือแสดงความคิดอะไรใดๆออกมาผ่านแววตา ยังเดายากเหมือนทุกครั้ง

 

 

และเขาไม่เคยคาดเดาอะไรถูกต้องเลยสักอย่าง

 

 

 

ห้องของเทะสึกะเป็นระเบียบเรียบร้อย มีกระเป๋าเก็บแร็กเก็ตวางอยู่ใกล้ๆกับราวแขวนร่ม ไกลออกไปเล็กน้อยคงเป็นห้องรับแขก บนพื้นมีพรมขนสัตว์และผ้านวมผืนใหญ่ที่ค่อยๆไหลลงจากโซฟา คาดว่าอีกคนเพิ่งจะลุกจากโซฟามาเพื่อเปิดประตูให้ ทีวีเปิดรายการข่าวกีฬาทิ้งเอาไว้ โทรศัพท์วางบนโต๊ะกับหนังสือวรรณกรรมอีกสองสามเล่มและไม่มีอะไรที่ให้เขาสังเกตนอกเหนือไปจากนั้น เป็นเพียงชีวิตประจำวันธรรมดาๆ

 

 

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ทำได้

 

 

 

 

นัยน์ตาดุดันที่มองมาเมื่อเขาพยายามจะพูดอะไรออกไป มันทำให้เขากัดฟันแน่นและเลือกที่จะไม่พูด คำถามที่มีคงทำได้แค่เก็บมันเอาไว้ก่อน หันมองไปทางอื่นอย่างจงใจเพื่อที่จะได้ไม่ต้องสบตาอีกคน ถ้าหากว่าเขาเผลอสบตาเข้า ก็ไม่ต่างอะไรกับต้องมนต์สะกด วางตัวไม่ถูกตั้งแต่เห็นใบหน้านั้นแล้ว ทว่าก็ต้องคอยทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเจ้าของห้องเองก็เดินกลับไปนั่งบนโซฟาอย่างเดิมและทอดสายตาดูรายการกีฬานั่นต่อไป

 

 

พูดแค่ประโยคเดียวคือเชิญให้เข้ามา ไม่ทันที่เขาจะได้ถอดรองเท้าด้วยซ้ำ อาโตเบะหันหลังและทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นต่างระดับที่เป็นไม้เคลือบเงา ถอดรองเท้าออกอย่างใจเย็นแม้ว่าร่างกายจะเอื้ออำนวยนัก ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวและเขาก็ไม่สามารถหยุดอาการปวดศีรษะนี้ได้เลย

 

 

 

ให้ตายสิ… มาเป็นอะไรเอาตอนนี้นะ

 

 

 

เขากำมือแน่นเพื่อฝืนตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อถอดรองเท้าเสร็จเขาก็รู้สึกราวกับไม่มีแรงจะยืนขึ้น จนต้องหาอะไรจับเอาไว้เพื่อพยุงตัว ร่างกายหนักอึ้งไปหมด โทษอากาศที่หนาวเหน็บนี้ไปก็ไม่ช่วยให้เขาดีขึ้น แต่จะโทษตัวเองที่อ่อนแอมันก็คงจะเป็นเรื่องจริง

 

 

 

ขอร้องล่ะ

 

 

เทะสึเกะชำเลืองมองมาเล็กน้อย เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งสามารถทำให้อาโตเบะรู้สึกหงุดหงิดจนแทบอยากจะระบายออกมา ต่อให้ทำเมินประชดใส่คนอย่างเทะสึกะก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี สู้ทำตัวปกติไปเรื่อยๆก็พอ ถึงจะเก็บอาการได้ไม่นาน เขาก็อยากคุยธุระให้รู้เรื่อง

 

 

ผ่านกระจกบานใสที่แง้มม่านออกเกือบหนึ่งฟุต หิมะยังคงตกลงมาเรื่อยๆ ตกหนักจนทุกอย่างนอกหน้าต่างนั้นแทบจะถูกกลบด้วยหิมะขาวโพลนไปหมด ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆและแสงไฟข้างทางก็เริ่มสว่างขึ้น อ้างว้างแปลกๆ เขาหัวเราะในลำคออย่างแผ่วเบา

 

 

 

ไม่มีคำขออะไรใดๆ

 

 

 

เขายืนมองอีกคนโดยไม่ได้รับความสนใจแม้แต่เสี้ยววินาที ยืนอยู่แบบนั้นจนร่างกายไม่อาจต้านทานความเจ็บป่วยได้ เขาล้มฟุบหมดสติลงไปกับพื้น ดีที่ศีรษะไม่ได้กระแทกกับอะไรที่เป็นขอบแหลมคมหรือวัตถุแข็ง เทะสึกะลุกขึ้นจากโซฟาและรีบเดินเข้าดูอาการของอาโตเบะด้วยท่าทีตกใจ วินาทีนี้เขาไม่มีเวลามาสนใจว่าอีกฝ่ายแกล้งทำหรือว่าหมดสติไปจริงๆ

 

 

 

“อาโตเบะ!!”

 

 

 

ด้วยริมฝีปากและผิวซีดเซียว เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมขึ้นมาตามกรอบหน้าและต้นคอใต้ไรผมสีสว่าง ใช้หลังมืออังหน้าผากและลองสัมผัสที่รอบคอก็รู้สึกถึงอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ ร่างสูงไม่ลังเลที่จะพยุงร่างของอีกคนเข้าไปในห้องนอน พยายามเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สวมสบายและห่มผ้าให้ เปิดฮีตเตอร์ให้สูงกว่าปกติเล็กน้อย ออกไปจากห้องและกลับเข้ามาพร้อมผ้าขนหนูในกะละมังน้ำอุ่นเล็กๆ

 

 

พิษไข้เนี่ยเหรอที่ทำให้คุณชายที่รักสุขภาพอย่างอาโตเบะล้มพับไปแบบนี้ มันดูไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด เทะสึกะพับผ้าขนหนูเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอเหมาะ ชุบน้ำอุ่นในกะละมังและบิดออกหมาดๆ ก่อนจะเช็ดให้ตามใบหน้าที่อิดโรย ลมหายใจแผ่วเบาแต่สม่ำเสมอทำให้เขาโล่งอกเล็กน้อย เมื่อได้มองดูใบหน้านั้นชัดๆ ก็สังเกตเห็นความผิดปกติอยู่หลายอย่าง

 

 

“ได้นอนบ้างมั้ยเนี่ย”

 

 

และอยากจะเอ็ดเรื่องเสื้อโค้ทของอีกคนเหมือนกัน มันอาจจะดูหนาเมื่อลองสัมผัสแต่ก็ไม่ได้กันความหนาวเย็นได้มากนัก ยิ่งเรื่องให้ความอบอุ่นแก่เจ้าตัวแล้วก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยนอกจากการสวมใส่แบบแฟชั่น ประกอบกับการล้มป่วยกะทันหัน ปัจจัยหลายอย่างที่ผิดวิสัยของอาโตเบะผู้ไม่ชอบฤดูหนาว ทั้งที่ไม่ชอบก็ยังฝืนออกมาเดินเตร็ดเตร่เพื่อมาที่นี่

 

 

 

 

ทั้งปวดหัว ตัวร้อน และอ่อนเพลีย รู้สึกเหมือนตัวเองใกล้จะหมดลมหายใจ เขาเผลอหมดสติไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขาหมดสติไปนานแค่ไหนแล้ว เมื่อพยายามยันตัวขึ้นจากเตียงก็ได้ยินเสียงลมหายใจจากคนที่นอนอยู่ข้างๆ ที่โต๊ะใกล้ๆที่แก้วน้ำและแผงยาวางทิ้งเอาไว้ อาโตเบะเอื้อมไปหยิบซองเม็ดยาสีขาวมาแกะออก ก่อนจะทำใจโยนเข้าปากและดื่มน้ำตาม

 

 

มือเขาสั่นเล็กน้อย เสียงเครื่องฮีตเตอร์ทำงานท่ามกลางความเงียบงัน แต่เขาก็ยังรู้สึกหนาวไปจนได้ยินเสียงหัวใจสั่นระรัว เหลือบมองเทะสึกะที่หลับไปเงียบๆ

 

 

คงพามานอนในห้องสินะ

 

 

 

สัมผัสไปตามเนื้อผ้าปูที่นอนและกำผ้าห่มแน่น ล้มตัวลงบนหมอนนุ่ม ดึงผ้าห่มมาคลุมตัว กลิ่นจางๆที่ให้ความรู้สึกสะอาดสะอ้าน ได้แต่อมยิ้มออกมาเมื่อมองใบหน้าตอนหลับของเจ้าของห้อง

 

 

 

ไม่ใส่แว่นก็หล่อดีนะ

 

 

 

 

 

 

 

ล่วงเข้าเที่ยงคืนแล้ว อุณหภูมิก็ยิ่งต่ำลง ไม่มีเสียงใดสู้สายฝนเลยนอกจากเสียงลมหายของสองชีวิตบนเตียงกว้าง จู่ๆ ร่างเล็กที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงก็ไอออกมาเสียดื้อๆ เขาได้สติจากอาหารเจ็บคอจนพูดแทบไม่ได้ ขยี้ตาเพื่อปรับความคมชัดของภาพเบื้องหน้า เทะสึกะยังคงหลับอยู่และเขาไม่อยากจะรบกวน

 

 

 

 

หมับ!

 

 

ข้อมือถูกรั้งเอาไว้ด้วยมือหนาของเทะสึกะที่ลืมตาจ้องเขาอยู่

 

 

“จะไปไหน ดึกป่านนี้แล้ว”

 

 

“…”

 

 

“นอนซะ”

 

 

“แค่จะไปหาน้ำดื่มน่ะ” อาโตเบะพยายามจะพูดออกมา เสียงที่แหบพร่านั่นพอจะทำให้อีกคนเข้าใจได้ เทะสึกะจ้องเขาอยู่พักหนึ่งก่อนจะปล่อยมือออกและหันไปหยิบแว่นมาใส่

 

 

“รอบนเตียงนี่แหละ ฉันจะไปหยิบให้”

 

 

พยักหน้ารับรู้ช้าๆ เขานั่งเงียบมองแผ่นหลังของเทะสึกะไป ในใจก็คิดว่าเขาไม่ควรมาอยู่ที่นี่เลย ถ้าหากค้างที่โรงแรมจะได้ไม่รบกวนเทะสึกะด้วย เขาคิดแบบนั้นจริงๆและอยากจะออกไปเพื่อกลับโรงแรม แต่อีกคนก็พร้อมจะรั้งให้เขาอยู่ที่นี่ไปก่อนเพราะเห็นแก่สุขภาพที่น่าสมเพชนี่

 

 

เกลียดฤดูหนาวชะมัด

 

 

เจ้าของห้องและเจ้าของเตียงที่เขากำลังนั่งสะลึมสะลืออยู่เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับน้ำในแก้ว เขาปวดขมับจนต้องพยายามนวดเพื่อผ่อนคลาย

 

“นายกินยาไปหรือยัง”

 

 

“อื้ม”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็พักผ่อนได้แล้ว”

 

 

“คือฉัน…”

 

 

 

 

“นอนซะ แล้วค่อยพูดกันทีหลัง”

 

 

 

 

 

 

/TBC.

ปรับเปลี่ยนไปซะเยอะหน่อยให้เข้าที่เข้าทาง ทั้งตัวพี่เทะที่แสนจะเย็นชาจนน่าหมั่นไส้555555

[OS] Daily life, daily love (TezuAto)

Prince of Tennis Fanfiction

Tezuka x Atobe | PG-13

©JAMPULSE


.

.

“เทะสึกะ พรุ่งนี้เราต้องออกไปซื้อของใช้แล้วก็พวกเครื่องดื่มมาไว้ด้วยนะ”

 

 

“พรุ่งนี้ตอนเย็นก็แล้วกัน ฉันขาดซ้อมไม่ได้”

 

 

“รู้น่า”

 

 

อาโตเบะถอดผ้ากันเปื้อนสีดำออกไปแขวนไว้ที่ราว ก่อนจะยกจานอาหารมาไว้ที่โต๊ะทานข้าวใกล้ๆ ฝีมือการทำอาหารของทายาทบริษัทรักษาความปลอดภัยเองก็ไม่ใช่ว่าไม่เอาไหน แม้ว่าทุกวันจะได้ทานอาหารระดับภัตตาคาร เขาก็ไม่มองข้ามการเรียนรู้การทำอาหารที่สามารถเป็นความสามารถพิเศษได้ จะว่าไปเขาก็ทำได้เกือบจะทุกอย่างแล้ว

 

 

“วันนี้แปลกนะที่ทำอาหารอย่างอื่นนอกจากอาหารฝั่งยุโรป” เทะสึกะเอ่ยปากขึ้นมาเมื่อมองเมนูในจานหลากหลายอย่างบนโต๊ะที่แตกต่างไปจากเมื่อวานที่ทำสปาร์เกตตีโดยสิ้นเชิง

 

 

“เพิ่งไปหัดทำมาน่ะ ถ้ารสชาติแย่ก็ไม่ต้องฝืนนะ”

 

 

อาโตเบะรู้ว่าเทะสึกะชอบอาหารญี่ปุ่นมากกว่า จึงพยายามจะเรียนรู้การทำอาหารญี่ปุ่นเพื่อจะได้มาทำอาหารให้เทะสึกะทาน ว่างๆจากการทำงานหรือหลังเลิกงาน เขาก็จะแวะเวียนมาที่อพาร์ตเมนต์ของแฟนหนุ่ม เทนนิสโปรเพลเยอร์ชื่อดัง กว่าจะมาเป็นอาหารแต่ละจานที่เสิร์ฟบนโต๊ะ อาโตเบะฝึกมาจนนับไม่ถ้วน เซนส์ด้านการทำอาหารญี่ปุ่นของเขาคงจะน้อยไปเพราะโตมากับการทานแบบตะวันตกมากกว่า

 

 

ซอยกะหล่ำปลีไปไม่รู้กี่หัวกว่าจะได้เป็นเส้นเล็กๆแบบนี้ ย่างปลาไหม้ไปไม่รู้กี่ตัวกว่าจะย่างให้สุกพอดีทาน และสารพัดอย่างที่เขาทำพลาดอยู่หลายครั้งเพื่อทำให้มันเกิดการเรียนรู้ไปทีละขั้นตอน ถ้าหากเป็นอาหารอิตาเลียน ทุกท่วงท่าของเขาราวกับเป็นเชฟมือหนึ่งมากกว่าผู้อำนวยการบริษัทรักษาความปลอดภัยของอาโตเบะกรุ๊ปเสียอีก

 

 

เท่าที่สังเกตระหว่างอาโตเบะกำลังทำอาหารอยู่ในครัว เขาก็เห็นความเก้กังของอีกคนที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความพยายามของคนรักทำให้เอาคอยเอาใจช่วยในทุกขั้นตอนการทำเลย แม้แต่หั่นหัวหอมเขาก็ให้กำลังใจเงียบๆอยู่ที่โต๊ะอาหาร

 

 

“แต่หน้าตาก็ดูใช้ได้เลยนี่” อีกคนไม่ลังเลจะหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อปลาซาบะที่ย่างด้วยกระทะบนจานที่อยู่ตรงกลาง หนังค่อนข้างกรอบแต่เนื้อด้านในก็นุ่มและสุกพอดิบพอดี เขาลองชิมดูและไม่แสดงสีหน้าท่าทางอะไรเป็นพิเศษตามแบบฉบับ

 

 

“ฉันว่าอร่อยนะ”

 

 

“แน่ใจนะ ว่าไม่ได้พูดเพื่อปลอบใจฉันน่ะ”

 

 

“แล้วฉันจะพูดแบบนั้นไปทำไมล่ะ” ไม่พูดอะไรต่อและเปลี่ยนชิมอย่างอื่นอย่างซุปมิโสะในถ้วยเล็กๆข้างๆ สีหน้าของอาโตเบะดูตื่นเต้นและกังวลในเวลาเดียวกัน เป็นเพราะกลัวจะไม่ถูกปากแฟนหนุ่ม “ไม่ต้องจ้องขนาดนั้นก็ได้”

 

 

ชะงักไปเล็กน้อย ก็เขาเท้าคางจ้องหนุ่มแว่นด้วยสายตาที่สามารถทำให้ประหม่าได้ง่ายๆ เมื่อรู้ตัวว่าแสดงท่าทางตื่นเต้นมากไปหน่อยก็เอนตัวกลับไปพิงเก้าอี้แทน เขาแทบจะอิ่มโดยไม่ต้องทานได้เลยเมื่อเห็นอีกคนกำลังทานอาหารฝีมือของเขาอยู่ แม้ไม่ใช่ครั้งแรกก็ตาม

 

 

เขารู้ว่ารสชาติมันใช้ได้แล้วและฝึกเพิ่มเติมเพื่อให้มันถูกปากมากขึ้น ไม่ว่าจะให้พ่อบ้านอย่างทานากะชิมหรือเชฟที่ช่วยสอนให้ก็ต่างบอกว่ารสชาติเยี่ยมยอดแล้วก็ตาม แต่พอมาเป็นเทะสึกะแล้ว ไอ้ความมั่นใจในฝีมือการทำอาหารของตัวเองดูจะลดลงทุกครั้งที่เห็นสีหน้าท่าทางเฉยๆนั่นทุกที สรุปแล้วมันอร่อยสำหรับอีกคนหรือเปล่านะ

 

 

“เผื่อนายไม่ชอบ…”

 

 

“ฉันชอบนะ” เทะสึกะตอบอย่างรวดเร็วและสนใจที่จะรับประทานอาหารมากกว่าพูดคุย แต่มันทำให้คนทำอย่างอาโตเบะยิ้มกว้างออกมาอย่างพอใจ ทั้งตื่นเต้น ทั้งมีความสุข อยากจะทำให้อร่อยกว่านี้ขึ้นไปอีก ท่าทางที่จดจ้องไปกับการทานมันทำให้อาโตเบะเพลิดเพลินไปกับการมองเทะสึกะแบบนี้

 

 

“คืนนี้ฉันค้างที่นี่นะ”

 

 

“เสื้อผ้าฉันอยู่ในตู้เหมือนเดิม ตามสบาย” อาโตเบะยิ้มและหยิบตะเกียบขึ้นมาทานข้าวบ้าง เพราะวันนี้เป็นวันศุกร์ เลิกงานเร็วกว่าปกติและเขามักจะมาค้างคืนที่อพาร์ตเมนต์ของแฟนหนุ่มแทนที่จะนอนเพนต์เฮาส์สุดหรูจนเคยชิน เพื่อใช้เวลาสุดสัปดาห์ด้วยกันในฐานะคนรัก

 

 

อพาร์ตเมนต์ของเทะสึกะเองก็ไม่ได้เป็นอพาร์ตเมนต์ราคาถูกที่ห้องแคบๆ การรักษาความปลอดภัยต่ำอะไรแบบนั้น รายได้จากการเป็นนักกีฬาของเขาเองก็เติมเต็มค่าใช้จ่ายได้หลายอย่าง อพาร์ตเมนต์ที่เขาอาศัยอยู่ อาโตเบะเป็นคนเลือกให้ด้วยซ้ำ เพราะถ้าหากมาค้างแล้วไม่ถูกใจก็กลัวจะทะเลาะกัน ถึงจะดูเป็นคนไม่ค่อยใส่ใจเรื่องจุกจิกมากนัก แต่เทะสึกะก็แคร์อาโตเบะไม่น้อยเลย

 

 

นอกจากไม่อยากจะทะเลาะกับอีกคนแล้ว เขายังไว้เนื้อเชื่อใจอาโตเบะมากๆด้วย อะไรที่คุณชายตระกูลดังคนนี้เลือกย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว เพราะอย่างนั้นเขาเลยไม่อยากเสียเวลาไปกับการตัดสินใจอะไรที่ต้องถามความเห็นอีกคน  เอาเป็นว่าสิทธิ์นั้นเป็นของอาโตเบะโดยสมบูรณ์

 

 

หลังจากที่ทานอาหารหมดแล้วก็ได้เวลาต้องเก็บจานไปล้าง เป็นหน้าที่ของเทะสึกะที่ต้องจัดการ ถ้าหากอาโตเบะอารมณ์ดีหน่อยก็จะมาล้างช่วย พูดคุยกันเรื่องเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เรื่องที่ทำงาน ปัญหาชวนปวดหัวที่กำลังคิดไม่ตกอยู่ ส่วนใหญ่ก็มักจะจบลงที่เรื่องเทนนิสทุกครั้ง เป็นจุดร่วมที่เวลาพูดถึงทีไรก็ทำให้ยิ้มได้เสมอ

 

 

เมื่อสายงานของอาโตเบะเปลี่ยนไปและไม่มีเวลาให้การเล่นเทนนิสเลย เขาจึงทำได้แค่ไปดูแฟนหนุ่มซ้อมที่สโมสรเป็นครั้งเป็นคราว อีกสาเหตุหนึ่งก็คืออาการบาดเจ็บที่ข้อมือของเขาทำให้จับไม้ได้ไม่มั่นนัก อาจจะตีตอบโต้เล่นได้ ทว่าไม่อาจใช้ความสามารถพิเศษเหมือนอย่างเมื่อตอนม.ต้นอีกแล้ว แม้จะทำงานออฟฟิศ อาโตเบะเองก็ยังไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสบ่อยๆ

 

 

จานใบสุดท้ายถูกเช็ดและเก็บเข้าตู้เรียบร้อย ร่างเล็กกว่าหันมาด้วยใบหน้าที่มีบางอย่างต้องการจะพูด

 

 

“นี่ เทะสึกะ ฉันอยากถามความเห็นอะไรนายหน่อย”

 

 

“?”

 

 

“ถ้าฉันจะย้ายมาอยู่กับนายที่นี่… นายจะว่ายังไง”

 

 

 

“ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่ นายก็มาค้างกับฉันตามปกติอยู่แล้ว จะมาอยู่ด้วยกันมันก็คงไม่ต่างกัน”

 

 

ทว่าอีกคนยู่หน้าไม่พอใจคำตอบเสียอย่างนั้น ถามอีกอย่างก็ตอบอีกอย่าง เรื่องย้ายออกมาอยู่นอกบ้านสำหรับอาโตเบะถือเป็นเรื่องใหญ่ กว่าจะหว่านล้อมขอร้องให้บิดาอนุญาตก็เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกัน ตลอดชีวิตที่ติดความสบายอาจทำให้ทางบ้านเป็นห่วง อีกคนดันตอบส่งๆแบบนี้ เขาก็ต้องหงุดหงิดอยู่แล้ว

 

 

“ตื่นมาเจอหน้านายทุกวัน ใครจะไม่ดีใจล่ะ หืม?” ไม่ทันตั้งตัวก็ถูกวงแขนกว้างโอบกอดเอวจากด้านหลังเสียแล้ว เกยคางลงบนไหล่และปลายจมูกก็ดันมาจรดที่ต้นคออีก ไหนจะคำพูดหวานๆนั่น ก็มากพอจะทำให้อาโตเบะยิ้มออกมาได้

 

 

“จะไม่เบื่อหน้าฉันเหรอ”

 

 

“ฉันก็เจอนายทุกวันอยู่แล้วนี่”

 

 

 

 

 

 

 

“โกโก้ร้อนสักแก้วมั้ย” หลังจากอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ร่างบางก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับแก้วเซรามิกสีขาวในมือที่มีกลิ่นหอมหวานคละคลุ้งออกมา เทะสึกะละสายตาจากหนังสือเล่มหนาที่กำลังอ่านและรับแก้วจากมือของอาโตเบะไป

 

 

“แว่นนายขึ้นฝ้าแหนะ” อีกคนชี้ไปที่แว่นให้รู้ตัว เขาก็ถอดแว่นออกไปวางไว้บนหนังสือที่โต๊ะข้างเตียง

 

 

อาโตเบะสวมเสื้อแขนยาวสีขาวตัวบางของแฟนหนุ่มและกางเกงบ็อกเซอร์ที่สั้นจนเขาอยากจะไล่ไปเปลี่ยน ทว่าเขาก็ชอบให้อีกคนใส่แบบนี้อยู่เหมือนกัน เซ็กซี่โดนใจ เรือนร่างที่ดูบอบบางลงไปเยอะเทียบกับเมื่อก่อน ขับให้เขาดูอ่อนโยน บวกกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แล้ว ไม่ว่าจะใครหน้าไหนก็คงต้องหลงรักไปตามๆกัน ด้วยความที่ตอบไม่ได้ว่าบางครั้งใบหน้าของอาโตเบะก็ดูสวย บางทีก็ดูหล่อสุดๆไปเลย

 

 

หย่อนตัวลงนั่งบนเตียงและมองไปที่ตู้หนังสือขนาดใหญ่ มั่นใจเลยว่าเทะสึกะอ่านทุกเล่มนั่นจบแล้ว งานอดิเรกอีกอย่างของอีกคนคือการอ่านหนังสือ เขาเองก็ชอบอ่าน แต่ไม่ได้ซื้อหนังสือมาอ่านบ่อยขนาดนี้ เวลาว่างที่ไม่อยากมีบทสนทนาเขาเองก็มีบ้างที่หยิบหนังสือบนชั้นนั้นมาอ่าน อยากรู้ว่าเทะสึกะชอบอ่านหนังสือแนวไหน

 

 

แต่ก็ไม่น่าสนใจไปกว่าตัวเทะสึกะหรอก

 

 

เอนตัวลงนอนบนตัก มองขึ้นไปเห็นใบหน้าหล่อที่มักจะสวมแว่นอยู่เสมอก้มลงมาสบตา เขาแสนจะหวงแหนแววตาที่อ่อนโยนนั้น ไม่อยากให้มองคนอื่นนอกจากเขา

 

 

“ง่วงแล้วเหรอ”

 

 

“เปล่าหรอก”

 

 

“เป็นอะไร ไหนบอกอาการหมอซิ”

 

 

 

“รักหมอจัง” อาโตเบะตะแคงตัวแล้วโอบกอดรอบเอวของอีกคนเอาไว้เพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงเถือกของตัวเอง เทะสึกะหัวเราะออกมาและวางมือลงบนเส้นผมนุ่มๆ ลูบเบาๆอย่างอ่อนโยน

 

 

 

 

“รักเหมือนกัน”

 

 

 

 

 

อาโตเบะยันตัวขึ้นมาสบตาเทะสึกะด้วยท่าทางเอาจริงเอาจังจนเขาตกใจเล็กน้อย แต่พวงแก้มใสขึ้นสีระเรื่อยิ่งทำให้คนตรงหน้าดูน่ารักเกินจะหักห้ามใจ วางแก้วลงบนหนังสือที่โต๊ะข้างเตียง เหยียดมุมปากพอใจก่อนจะโอบเอวเล็กให้เข้ามาประชิดจนลมหายใจรดกันและกัน

 

 

 

 

 

 

“ห้ามใจน่ะ… มันยากนะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

/END.

มาจากความเขินเพราะแมวล้วนๆเลยค่ะ อาโตเบะเลยออกมาขี้อ้อนเหลือเกิน ><

ส่วนพี่เทะก็อ่อนโยนเหลือเกินนนนนนน ❤

[SF] Monochrome I (TezuAto) #rewrite

Prince of Tennis Fanfiction

Tezuka x Atobe | PG-13

©JAMPULSE


.

.

รองเท้าหนังขัดเงาอย่างดีด้วยฝีมือของพ่อบ้านประจำตระกูลย่างก้าวข้ามประตูของสนามบินนานาชาตินาริตะ ภายใต้แว่นกันแดดสีเข้มราคาแพงที่กรองแสงได้สมกับราคาเป็นดวงตาคู่สวยที่กวาดมองไปรอบๆ ร่างสูงรูปร่างราวกับนายแบบในชุดสูทสีเทายืนตระหง่านนำหน้าคนรับใช้และบอดี้การ์ดที่ตามมาส่งเขา

 

 

ตั้งแต่เส้นผมสีอมเทาของเขาไปจนถึงปลายนิ้วเรียวยาวสะกดสายตาผู้คนรอบข้างได้เป็นอย่างดี ผิวพรรณที่ไร้ที่ติได้มาจากผู้เป็นมารดา ลักษณะบุคลิกและการวางตัวนั้นดูสูงส่งราวกับเจ้าชาย ไม่ว่าจะเนคไทสีน้ำเงินนั้นหรือจะเป็นนาฬิการาคาแตะเจ็ดหลักสกุลเยนก็ล้วนแสดงความเป็นทายาทตระกูลดังได้ครบถ้วน

 

 

‘อาโตเบะ เคย์โกะ’ ยกนาฬิกาข้อมือเรือนหรูขึ้นมาตรวจสอบเวลา เขามาก่อนเวลาเช็คอินพักใหญ่ๆ แม้ตัวเขาไม่อยากให้เป็นเรื่องเอะอะโวยวายอะไร ทว่าไม่รู้เป็นเพราะอะไรคุณพ่อถึงได้ส่งคนรับใช้และบอดี้การ์ดมาคอยตามรับใช้อย่างใกล้ชิดแบบนี้ ไหนจะนักข่าวที่ไม่ได้รับเชิญอีก เขาอยากจะไปอย่างเงียบๆ ไม่ต้องการให้ใครสนใจว่าเขาจะไปทำอะไรที่ไหนยังไง

 

 

ชีวิตของเขามันน่ารำคาญมาตั้งแต่ วันนั้น

 

 

 

 

“กลับไปกันได้แล้ว ฉันจัดการเองได้”

 

 

“จะดีเหรอครับคุณชาย”

 

 

“ฉันไม่ใช่เด็กและฉันดูแลตัวเองได้ พวกนายเตรียมของให้ฉันเรียบร้อยก็มากพอแล้ว ทีหลังอย่าทำเอิกเกริกไม่ว่าคุณพ่อจะสั่งมาหรือไม่ก็ตาม” เขาออกปากว่าและคว้าเอารถเข็นที่เต็มไปด้วยสัมภาระกระเป๋าใบใหญ่

 

 

“นี่ครับ ตั๋วเครื่องบิน แล้วคุณชายจะกลับเมื่อไหร่ครับ”

 

 

“แล้วแต่ว่าธุระฉันจะเสร็จเมื่อไหร่ ไม่ต้องใส่ใจหรอก ถ้าจะกลับฉันโทรบอกทานากะเอง”

 

 

“ครับ ดูแลตัวเองด้วยนะครับคุณชาย ผมจะรายงานคุณท่านให้ทราบเอง ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรครับ”

 

 

“ขอบใจ”

 

 

เขาหันหลังให้บรรดาคนรับใช้และบอดี้การ์ดอีกนับสิบที่ก้มศีรษะเคารพผู้เป็นนายด้วยความภักดี แม้หลายคนอาจจะมองว่าอาโตเบะคนนี้เป็นคนที่เอาแต่ใจ ทว่าความจริงแล้วเขาเป็นคนใจดีและใส่ใจคนรอบข้างเป็นอย่างดี ความหยิ่งยโสของเขาก็เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอกที่เอาไว้คัดกรองผู้คนที่จะเข้ามาหาเขาเพื่อหาผลประโยชน์

 

การถูกสั่งสอนมาในตระกูลผู้ดีหล่อหลอมให้เขาเป็นคนที่ต้องมีความประพฤติดีและวางแผนในสิ่งที่จะทำอย่างละเอียดถี่ถ้วน คุ้มหรือไม่คุ้ม ได้หรือว่าเสีย เขาต้องชั่งน้ำหนักหลายสิ่งหลายอย่างก่อนตัดสินใจอะไร และเขาก็หวังว่าการลงทุนนี้เองจะให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจได้ ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เขาพอใจนอกจากสิ่งนี้

 

บนหน้าจอที่แสดงไฟลท์บินมากมายเหล่านั้น มีเป้าหมายของเขาแสดงอยู่ อาโตเบะละสายตาและมุ่งตรงไปเพื่อเช็คอินให้เสร็จสรรพ เขารอไม่ไหวที่จะขึ้นเครื่องแล้วบินไปที่ๆคนนั้นอยู่ เขามีคำถามมากมายที่สะสมมาตลอดหลายปีอยากจะถามคนๆนั้น ที่ทำตลอดมาเป็นการสื่อสารสั้นๆผ่านอีเมลที่สั้นกระชับ จะเชื่อหรือไม่เชื่อมันก็ยากที่จะเทน้ำหนักไปข้อใดข้อหนึ่ง หลังแป้นพิมพ์นั้นเขาไม่อาจรู้ความจริง เขาแทบไม่รู้เรื่องราวอะไรของอีกคนเลย

 

 

 

‘วันนั้น’ มันทำให้เขาหงุดหงิดทันทีที่นึกถึงมัน แม้ว่าจะเป็นเขาเองที่เป็นคนเอ่ยปากให้ไป กลับมานึกเสียใจทีหลังที่ทำแบบนั้น พอไม่มีคนๆนั้นแล้ว ไม่ว่าอะไรสำหรับเขามันก็น่ารำคาญไปเสียหมด ทิ้งเขาเอาไว้กับสิ่งที่ยากลำบาก การที่เขาได้รับรู้เรื่องราวมากมายจากการที่แผ่นหลังของอีกคนไกลออกไปมันมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้

 

เสาหลักที่เคยคิดว่าเขาสามารถแบกรับมันได้ไม่ต่างจากอีกคน มันหนักอึ้งเหลือเกิน

 

 

 

 

เขาอยากรู้ว่าความคิดของอีกคนจริงๆ

 

 

 

มากมายหลายคำถามนั้น มีแต่เรื่องส่วนตัวที่คิดทบทวนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

 

 

 

 

เขาพึมพำในระหว่างที่กำลังนั่งรอเวลาไปเรื่อยๆ เขาเคารพคนๆนั้นในฐานะคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ ต้องกรีดเลือดกรีดเนื้อเค้นเอาทุกอย่างที่มีไปต่อสู้กับเขา ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะเขาก็ไม่เคยดูถูกฝีมือของอีกคนเลย และในฐานะเพื่อนคนนึงที่อยากจะแบ่งเบาความหนักหนาของหน้าที่ที่เขาแบกมันเอาไว้ ทว่าเขาก็ได้ตระหนักรู้ว่าสำหรับเขามันอาจจะยากเกินไป

 

 

 

มองตามเครื่องบินผ่านกระจกกั้นไปจนเทคตัวขึ้นสู่ระดับความสูงในชั้นบรรยากาศจนลับตาไป การเดินทางคนเดียวมันเงียบเหงาเหมือนอย่างที่เคยเป็นเสมอมา ปลายทางในการเดินทางครั้งนี้แตกต่างกับทุกครั้ง ด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งที่คนอย่างเขาไม่มีอารมณ์มาเย่อหยิ่งกับใคร

 

 

 

นั่งอยู่ท่ามกลางเสียงประชาสัมพันธ์และบทสนทนารอบกายจากนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด ลมหายใจลึกๆผ่อนออกมายาวเหยียด รอบข้างวุ่นวายไปหมดเสียจนรู้สึกน่ารำคาญ รวมไปถึงตัวของเขาเองที่คิดบ้าอะไรอยากจะไปเยอรมันในเวลาแบบนี้

 

 

 

To do list ในสมาร์ทโฟนของเขาเต็มไปด้วยวิธีที่จะใช้เพื่อทำให้คนๆนั้นกลับมา และอาจดูเห็นแก่ตัวเกินไป แต่ว่าสำหรับเขาแล้ว… เป็นเรื่องจริงจังที่ไม่สามารถปล่อยละเลยได้ เขาปล่อยให้สิ่งที่เป็นอยู่กินเวลายาวนานมากขึ้นไปอีกไม่ได้อีกแล้ว บางอย่างเขาก็ทำได้มากที่สุดเพียงเท่านี้จริงๆ

 

 

 

 

เขาคนนั้นก็ยังคงมีอิทธิพลกับชีวิตมากเกินกว่าจะปล่อยไป ความต้องการที่จะให้อีกคนกลับมามันก็มากพอที่จะทิ้งทุกอย่างจากตรงนี้ด้วยซ้ำ

 

 

 

หวังว่าค่าตอบแทนสิ่งนั้นน่าจะสูงตามไปด้วยนะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หิมะตกเหรอ…

 

 

 

 

 

 

 

“หนาวชะมัด” อาโตเบะพ่นลมหายใจที่กลายเป็นไอลอยขึ้นไปในอากาศ เงยหน้ามองท้องฟ้าสีขาวโพลน หลับตาลงรับรู้ถึงความหนักหน่วงของร่างกาย อากาศหนาวเหน็บที่ยากจะรับมือ เขายังต้องการการพักผ่อนที่มากกว่านี้ เขาไม่ควรฝืนตัวเองเดินออกมาจากโรงแรมและเตร็ดเตร่ไปทั่ว

 

 

 

คิดได้แบบนั้นก็ไม่สามารถจะกลับโรงแรมตอนนี้ได้อยู่ดี ทั้งๆที่อยากจะรีบไปหาเขา แต่อาโตเบะกลับไม่รู้อะไรเลยแม้แต่ที่อยู่ของอีกคน เขามาโดยที่ไม่รู้อะไรและคิดว่าจะต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่ให้ใครช่วยเด็ดขาด ในเวลาแบบนี้เขาอาจจำเป็นต้องลดศักดิ์ศรีลงแล้วกดโทรศัพท์ข้ามประเทศหาใครสักคนที่พอช่วยได้

 

 

 

มือที่ล้วงอยู่ในกระเป๋าเสื้อเย็นเฉียบพยายามจะกดหาเบอร์โทรปลายสายอย่างร้อนใจ ใครดีล่ะ จิโร่? ชิราอิชิ? ซานาดะ? หรือว่ายูคิมูระ? เมื่อตัดสินใจได้เขาก็กดโทรออกทันที สำหรับคนที่มีเงินเหลือเฟืออย่างอาโตเบะ โทรข้ามประเทศแค่นี้ไม่ได้ระแคะระคายเงินในกระเป๋าของเขานักหรอก แค่เขาได้ข้อมูลที่ต้องการ ต้องเสียมากกว่านี้เขาก็ยอมแลก

 

 

แค่ได้รู้ที่อยู่ของ ‘เทะสึกะ คุนิมิตสึ’ ก็มากพอสำหรับทุกอย่างที่เขาพยายามทำแล้ว เขาข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลขนาดนี้เพื่อหาคนๆนั้น อาจจะฟังดูงี่เง่า แต่สำหรับเขาแล้วมันมากกว่าที่ใครๆคิด ไม่ว่าจะมาในฐานะอะไร มาด้วยเหตุผลอะไร เขาก็ไม่ใส่ใจคำพูดของใครทั้งนั้น

 

 

 

“ยูคิมูระ ฉันมีเรื่องให้ช่วยหน่อยน่ะ”

 

 

 

‘แปลกนะที่คนอย่างนายเอ่ยปากขอให้คนอื่นช่วยแบบนี้’

 

 

 

“นายรู้ที่อยู่ของเทะสึกะที่เยอรมันหรือเปล่า”

 

 

 

เหมือนฉันจะได้มาจากฟูจิอยู่นะ นายไม่รู้หรอกเหรอ ทั้งๆที่นายควรจะเป็นคนแรกที่รู้ด้วยซ้ำนะ

 

 

 

 

 

ทำไมต้องตอกย้ำเรื่องนี้กันด้วยนะ อาโตเบะกัดฟันกรอด แต่ก็ต้องข่มอารมณ์ตัวเองลง คนอย่างยูคิมูระอาจจะยอมช่วยง่ายๆในครั้งนี้ แต่ถ้าหากมีข้อแลกเปลี่ยนอะไรก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าตัวนั้นเจ้าเล่ห์ไม่ใช่น้อยๆ พลาดท่าเมื่อไหร่เขาเองก็คงต้องยอมเสี่ยง ยิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่ไม่รู้เขาก็ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่

 

 

 

‘ฉันจะส่งอีเมลไปให้แล้วกัน’

 

 

 

หลังจากวางสายไม่นานก็มีอีเมลเข้าในสมาร์ทโฟนของหนุ่มตระกูลดัง เขาคิดในใจเพียงแค่ว่ายูคิมูระรวดเร็วเกินความจำเป็น ที่ญี่ปุ่นดึกขนาดนั้นแล้วทำไมยังรับโทรศัพท์ได้ก็ไม่รู้ เมื่อนึกได้ว่าไม่จำเป็นจะต้องเก็บมาคิดเขาก็เปิดออกดูอีเมลนั่นและก้าวเดินอีกครั้ง

 

 

 

 

หิมะยังคงร่วงหล่นลงมา เกาะตามเสื้อขนสัตว์หนาและเส้นผมอมสีเทาของเขา สายตาที่เริ่มพร่ามัวจากอาการอ่อนล้าก็เริ่มแสดงผลมากขึ้นเรื่อยๆ หนาวเย็นเสียจนใบหน้าร้อนผ่าว แสบจมูกไปหมด ท่ามกลางผู้คนที่เดินสวนกันมากมาย อาโตเบะทำได้เพียงฝืนทนเดินต่อไปจนกว่าจะถึงปลายทาง เขาไม่ยอมแพ้ให้กับสภาพอากาศนี้หรอก

 

 

 

GPS ช่วยเขาได้ค่อนข้างมาก ถ้าหากไม่นับเรื่องเดินผิดซอยอยู่สองสามครั้งระหว่างทาง เมื่อเดินวนมาเจออพาร์ตเมนต์ที่คิดว่าน่าจะใช่ เขาก็ไม่ลังเลจะก้าวเข้าไป

 

 

 

เขายืนนิ่งอยู่หน้าห้องพักห้องหนึ่งในอพาร์ทเม้นท์ไม่ไกลจากสโมสรเทนนิส บนประตูห้องปรากฏชัดเจนว่าเป็นหมายเลขห้องของเทะสึกะอย่างแน่นอน ยืนนิ่งอีกพักหนึ่งก่อนที่มือหนาจะยกขึ้นมาเคาะประตู เขาลังเลจนวินาทีสุดท้ายที่เสียงเคาะเงียบไป รู้สึกตื่นเต้นและกดดันเมื่อไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ ทว่าไม่นานเกินกว่าที่คนอย่างเขาจะรอประตูก็เปิดออก พร้อมกับใบหน้าเดิมที่เขาคุ้นชิน

 

 

ถ้าหากประตูไม่เปิดออกมา เขาคงได้สลบลงไปตรงนี้แน่ๆ

 

 

ร่างสูงตรงหน้าเปลี่ยนไปบ้างตามการเวลา ดูดีขึ้นและสง่างามขึ้น สายตาคมกริบภายใต้เลนส์แว่นหนา นัยน์ตาที่สามารถสะกดผู้คนให้เกรงกลัวเขาได้ แม้ภายนอกจะดูไม่มีพิษภัยอะไรใดๆ ใบหน้าที่อ่อนเยาว์กลายเป็นใบหน้าของชายหนุ่มโตเต็มวัยเรียบร้อยแล้ว

 

 

“อาโตเบะ…”

 

 

 

 

 

ร่างสูงกว่าสวมเสื้อแขนยาวสีดำและไม่ใส่แว่นทำให้ดูแปลกตา ท่าทางที่ดูตกใจเล็กน้อยทำให้อาโตเบะได้แต่ยิ้มมุมปากจางๆเพื่อไม่ให้อีกคนสังเกตเห็น เทะสึกะเองก็คงไม่คิดว่าคนอย่างอาโตเบะจะตามมาถึงที่นี่ ไม่ใช่ที่เยอรมัน แต่หมายถึงหน้าประตูห้องต่างหาก

 

 

 

 

 

“เข้ามาสิ”

 

 

 

หลังจากที่ก้าวผ่านประตูนั้นจนมันปิดตัวลงช้าๆ เสียงที่ดึงสติของเขาให้กลับมาจดจ่อกับปัจจุบัน สายตาที่กำลังสบมองอยู่นั้น…

 

 

“ไม่เจอกันนานเลยนะ…”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เกือบลืมความอ่อนโยนนั้นไปแล้ว…

 

 

 

 

 

 

 

/TBC.

เป็นฟิคจากบล็อคเอ็กซ์ทีนของเราเอง แต่เอามารีไรท์ค่ะ พอดีอยากเติมบางอย่างให้มันดูสมบูรณ์กว่าเดิมหน่อย แล้วจะลดทอนจำนวนตอนและสรุปให้สั้นลงนะคะ แล้วจะลงตอนจบปิดจ็อบเรื่องนี้เลย ฝากติดตามและคอมเม้นท์ด้วยนะค้า 😀